Banner Amazon

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

The Last House (2026) เมื่อฝนขังคุณอยู่ในบ้านจนคุณเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่

The Last House หนังไซไฟวันสิ้นโลก เล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่ต้องอาศัยเอาตัวรอดจากการถูกขังอยู่ภายในบ้านเป็นระยะเวลาถึง 5 ปี ผู้เป็นพ่อ เจสัน (รับบทโดย Wagner Moura) แม่ แอน (รับบทโดย Greta Lee) ลูกชาย เกรย์ หรือเกรย์แฮม (รับบทโดย Noah Alexander Sosnowski) และลูกสาว รูธ (รับบทโดย Emma Ho)

โดยในวันเกิดเหตุนั้น จู่จู่ก็มีฝนตกและฝนนั้นเองเป็นตัวล็อกไม่ให้ทุกคนออกไปไหน โดยครอบครัวของเขาก็ติดอยู่ในบ้านของเขาเอง ในช่วงแรกของการติดบ้านนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะติดนานแค่ไหน พวกเขาสื่อสารกับครอบครัวอื่นผ่านกระดานเขียนหนังสือส่งข้อความกลับไปมา บางบ้านคิดว่าอาจจะเป็นรัฐบาล บางบ้านก็คิดว่าเป็นเอเลี่ยน 

แต่สถานการณ์ตอนนี้คือ ทุกคนติดอยู่ในบ้านแน่นอน เจสันพยายามให้วิธีการไม่ให้ทุกคนเบื่อ ในขณะที่แอนเองก็รับบทคอยทำอาหารให้คนในครอบครัวกิน เธอพยายามปลูกผักจากเมล็ดพันธ์ที่เหลือจากมื้ออาหาร รองน้ำฝนจากปล่องไฟ และพยายามที่จะประหยัด

เมื่อทุกบ้านเริ่มติดนานขึ้น เริ่มมีคนเสียชีวิตจากการขาดอาหารเนื่องจากไม่ได้ตุนเอาไว้ จนสุดท้ายสัญญาณข้อความจากละแวกบ้านก็เงียบลง พวกเขากลายเป็นบ้านสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเป็นบ้านของตนเป็นบ้านสุดท้ายของเมืองนี้ หรือแม้กระทั่งของโลกใบนี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่

ธรรมชาติเริ่มกลับคืนสู่พื้นที่รอบบ้าน มีต้นไม้ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป กระทั่งถนนหน้าบ้านก็เริ่มหายไปกลายเป็นผืนป่าแทน ในขณะที่สถานการณ์ภายในบ้านกลับคับขันมากขึ้นเนื่องจากพวกเขากำลังจะตายเพราะขาดอาหาร จนกระทั่งเกรย์ยอมที่จะเชือดปลาที่เลี้ยงไว้ของเขาให้ครอบครัวกิน ในขณะนั้นเองที่เจสันเกิดไอเดียว่าต้องทำกับดักล่อสัตว์แล้วจับเข้ามาเชือดภายในบ้าน ซึ่งหลังจากความพยายามล้มเหลวอยู่สองสามครั้ง พวกเขาก็ทำสำเร็จ โดยเหยื่อรายแรกคือกระรอกที่เดินเข้ามากินเหยื่อในกรง แน่นอนพวกเขาก็นำมันมาทอดได้สำเร็จ

คือ สถานการณ์ที่ดูน่าวิตกกังวลแบบนี้ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ไฟฟ้ายังติด น้ำยังคงไหล มันเลยทำให้การเอาชีวิตรอดดูง่ายขึ้นเยอะในสถานการณ์แบบนี้ โดยที่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามปลูกผักภายในบ้าน ดูยังไงก็คงไม่มีทางเพียงพออยู่ดี และปริมาณน้ำที่รองไว้เอง ที่ถึงแม้จะมีฝนตกบ่อย ๆ พวกเขาก็ยังดูสะอาดสะอ้าน ไม่เหมือนคนที่ไม่อาบน้ำเลยสักนิด ตัวหนังพยายามสร้างสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ตัวละครก็ยังดูสบ๊ายสบายแบบบอกไม่ถูก เลยทำให้คนดูอย่างผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่

ทีนี้เมื่อการติดบ้าน แบบไม่มีอาหารน้ำ ดูจะไม่ลำบากเท่าไหร่ ตัวหนังก็เพิ่มศัตรูทางธรรมชาติให้กับมนุษย์ที่เพ่นพ่านอยู่นอกบ้านคือ เอเลี่ยนที่หน้าตาเหมือนปลาหมึก ซึ่งบางทีเอเลี่ยนตัวนี้อาจจะมาจากท้องทะเลก็ได้ ฟีลแบบธรรมชาติเอาคืนมนุษย์ไรงี้ แต่ในหนังเองก็ไม่ได้เฉลยสักเท่าไหร่ถึงทฤษฎีนี้

ซึ่งในตอนแรกเจ้าเอเลี่ยนนี้ก็จะดูลาดตระเวณอยู่นอกบ้านเท่านั้น แต่เมื่อผ่านไปสักพักเหมือนมันรู้ว่ามีคนอยู่ในบ้านหลังนี้มันจึงเปิดประตูเข้ามาในบ้าน และพยายามตามล่าคนในบ้าน ซึ่งพวกเขาก็ผ่านมันไปได้

ประเด็นคือ เมื่อเวลาผ่านไปห้าปี ทั้งลูกชายและลูกสาวเองก็เบื่อที่จะอยู่ในบ้านเต็มทน ลูกชายเองก็พยายามหาจังหวะที่เอเลี่ยนเปิดประตูเข้ามาหนีออกไป แต่ก็โดนเจสันผู้เป็นพ่อห้ามไว้เสียก่อน จนเมื่อทุกคนคิดได้คือ เอาล่ะว่าเราจะสู้กับเอเลี่ยนที่เข้ามาในบ้าน ทุกคนจึงพยายามสร้างอาวุธและกับดักเพื่อสู้กับเอเลี่ยน ซึ่งดูจากการต่อสู้แล้วจริงจริงก็พอสู้ได้นะ คือเชิงกายภาพเองเอเลี่ยนเองก็ไม่ได้ดูเก่งขนาดนี้ เพราะยังถูกจับมัดได้ด้วยสายไฟง่อย ๆ จนสุดท้ายต้องอาศัยความใจอ่อนของมนุษย์ปล่อยตัวไป

นั่นแหละสู้จนบ้านเกือบพังสุดท้ายคือปล่อยตัว แต่หนังก็พยายามทำว่าตัวเอเลี่ยนเข้าใจสิ่งที่ครอบครัวนี้กำลังสื่อสารคือปล่อยตัวพวกเขาไป เอเลี่ยนก็ปล่อย ๆ คือ งง ขังไว้ตั้งห้าปี บทจะปล่อยก็ใจอ่อนปล่อยเลยงี้

เอาล่ะ แต่ก็บางพาร์ทก็สนุกนะ ดูได้เรื่อย ๆ เลย 

The Last House (2026) เมื่อฝนขังคุณอยู่ในบ้านจนคุณเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่


ไม่มีความคิดเห็น: