Banner Amazon

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mission To The Moon แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mission To The Moon แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

Mission To The Moon Podcast: EP 145 - Burnout คืออะไร แก้ปัญหาอย่างไร

ที่มาภาพ: London Emergency Medicine Blog

ตอนเดินออกกำลังกายเช้านี้ ผมได้ฟังพอดแคสต์ช่อง Mission To The Moon เหมือนเดิม ที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วตอนนึงคือเรื่อง  Meditation X Productivity ซึ่งเช้านี้ได้ฟังพอดแคสต์ของคุณรวิศสามตอน แต่ตอนที่ฟังแล้วต้องนำมาคิดต่อมากที่สุดคือ เรื่องของอาการ Burnout หรืออาการหมดไฟของเหล่าพนักงานกินเงินเดือน ซึ่งพยายามสรุปให้คุณฟังได้เท่านี้ หากต้องการรายละเอียดที่เพิ่มขึ้น ก็สามารถกดเข้าไปฟังได้เลยที่  Mission To The Moon Podcast: EP 145 - Burnout

การสังเกตอาการเบิร์นเอาท์หรือหมดไฟในออฟฟิศ
  1. Exhaustion เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด มาจากสภาพร่างกายที่เหนื่อยตลอดเวลา สมองล้า โดยอาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น การทำงานเยอะเกินไป พักผ่อนน้อยเกินไป หรืองานที่มีลักษณะต้องให้ตัวเองอยู่กับงานตลอดเวลา ตรงนี้จะขอให้สังเกตว่าคุณมีอาการเหนื่อยมากหรือไม่ที่จะพาตัวเองไปออฟฟิศ หรือพาตัวเองออกจากออฟฟิศ
  2. Depersonalisation อาการที่คุณมีความรู้สึกที่ว่างานที่ทำไม่ใช่เรื่องของคุณ ความภูมิใจกับงาน ความเชื่อมต่อกับงาน ความอยากทำงาน ความอยากต่อสู้กับงานหายไป ทำเพียงเพราะต้องทำ เพียงแค่นั้นใช่หรือไม่
  3. Inefficiency คือ คุณประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ถึงแม้ว่าจะทำงานในเรื่องเดิมที่เคยทำได้ดีก็ตาม
วิธีการแก้ปัญหาคือ
  1. คุณต้องกลับมาดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพตนเอง นอนที่เพียงพอหรือไม่ ทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย การมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวเพื่อนฝูง ซึ่งกรณีหลังจะช่วยเพิ่มพลังบวกให้คุณได้เยอะมาก
  2. บันทึกกิจกรรมที่ทำแต่ละวัน เช่น การประชุม การพูดคุยกับใครก็ตาม แล้วให้คะแนนแต่ละกิจกรรม เพื่อดูว่ากิจกรรมไหนที่เราทำแล้วเป็นการเพิมพลังงานแก่ตัวเราเอง กิจกรรมไหนที่ได้คะแนนน้อยหรือติดลบทำแล้วได้แต่พลังทางลบ เราควรเลี่ยงกิจกรรมดังกล่าวเสีย เช่น การคุยกับคนที่คิดร้ายตลอดเวลา ก็จะช่วยลดกิจกรรมที่สูบพลังงานของเราไป
  3. เปลี่ยนทัศนคติงานของตัวเอง เช่น งานเยอะเพราะเราไม่ยอมปล่อยงานออกจากมือเราหรือไม่ ความกังวลว่าคนอื่นจะทำงานได้ไม่ดีเท่าตัวเอง 
  4. เนื้อหาสาระของงาน เหมาะกับตัวเราเองหรือไม่ เช่น เราชอบทำงานคนเดียว แต่กลับต้องมาทำงานที่ต้องสู้รบปรบมือกับคนอื่น มันจะทำให้เราต้องต่อสู้กับความรู้สึกนี้อยู่ตลอดเวลา
  5. งานที่ทำขัดความเชื่อเดิมของเราหรือไม่
  6. พยายามลดความเครียดที่เกิดจากงาน เช่น เสาร์อาทิตย์ห้ามทำงาน
ถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีม ทำอย่างไรที่ป้องกันไม่ให้ลูกน้องเบิร์นเอาท์ได้
  1. หัวหน้าทีมต้องหาสัญญาณของการเบริน์เอาท์ เช่น การซึมเศร้า การทำหน้าเบื่อหน่ายตลอดเวลา
  2. กำหนดปริมาณงานที่ลูกน้องต้องทำ อย่าสั่งงานเหมือนลูกน้องเป็นหุ่นยนต์
  3. เป็นโล่ห์กำบังทีมของคุณ ปกป้องไม่ให้แรงกดดันตกมาสู่ลูกน้องมากเกินไป
  4. ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการพักผ่อน ให้เห็นความสำคัญของการตัดจบงานในแต่ละวัน อย่าสร้างวัฒนธรรมในการเลิกงานสายกว่าเวลาปกติ
  5. ต้องให้ลูกน้องในทีม มีความสามารถในการควบคุมงานของตัวเอง กำหนดเป้าหมายระยะเวลาเครื่องมือ แต่ปัจจัยที่เหลือต้องให้ลูกน้องจัดการ
  6. เวลาลูกน้องทำอะไรที่ดีต้องชื่นชมหรือมีปฏิกริยาตอบกลับ
  7. ต้องมีการใช้เวลากับทีม ในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงานบ้าง ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องงานตลอดเวลา
ถ้าพยายามแก้ไขแล้วยังคงมีอาการเบิร์นเอาท์อยู่ต้องทำอย่างไร
  1. งานไม่ใช่ทุกอย่างชีวิต ถ้าไม่เวิร์คให้หางานใหม่ อย่าปล่อยให้งานที่ไม่เหมาะกับตัวคุณทำลายชีวิตที่แสนสั้นของตัวคุณเอง
  2. พยายามดูแลตัวเอง และสภาพจิตใจของคนรอบข้างให้มากที่สุด

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

Mission To The Moon Podcast: EP 152 - Meditation X Productivity

ลู่วิ่งที่สวนสมเด็จ

วันนี้มีโอกาสตื่นเช้าประมาณตีห้า ได้เดินออกกำลังกายที่สวนสมเด็จของปัตตานี ด้วยความที่ระหว่างเดินผมมีนิสัยชอบหาอะไรฟังไปด้วย เมื่อก่อนจะชอบฟังเพลงในสปอติฟาย แต่เดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนมาฟัง Podcasts แทน เพราะว่าได้เนื้อหาความรู้หรือแนวทางการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

ซึ่งปัจจุบัน บอกตัวเองว่าเป็นมือใหม่ในการเข้ามาฟังพอดแคสต์ ช่องที่จะฟังก็จะมีแค่สองสามช่อง คือ Mission to Thee Moon, หลวงพ่อปราโมทย์ และ The Standard

ซึ่งวันนี้ที่ใช้เวลาเดินออกกำลังกายประมาณชั่วโมงกว่า ได้ฟังพอดแคสต์ช่อง Mission to Thee Moon ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ผู้บริหารศรีจันทร์ จำนวนสามเรื่อง คือ

  1. EP 153 - 13 Things Mentally Strong Won't do, 
  2. EP 152 - Meditation X Productivity และ 
  3. EP 151 - Tech Monday เรื่องสัพเพเหระ กับ AI 

แต่เรื่องที่ชอบจนต้องกลับมาฟังซ้ำและเขียนบทความเล่าให้ฟังอยู่ตอนนี้คือเรื่องของการทำสมาธิกับผลิตภาพ หรือ Productivity ความยาว 21 นาที สิ่งที่ได้คือความอยากที่จะทำสมาธิเพื่อที่จะนำไปพัฒนาตัวเองบ้าง

พอดแคสต์ตอนนี้จะพูดถึงเรื่องการทำสมาธิเพื่อเพิ่ม Productivity (ผลิตภาพ) ในการทำงาน ว่าการทำสมาธิจะส่งผลต่อการพัฒนาตัวเองและองค์กรอย่างไร

ในปัจจุบันการนั่งสมาธิจะมีตัวช่วยเยอะ อย่างในไอโฟนเองก็จะมีแอพที่ช่วยนั่งสมาธิเยอะมาก ซึ่งคุณรวิศได้ยกตัวอย่างแอพที่เขาใช้คือ แอพ Calm หน้าตาดังรูป


ตัวคุณรวิศเองเริ่มเห็นผลดีจากการนั่งสมาธิ คือ

  1. เริ่มเห็นอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ รู้สึกตัวมากขึ้นเวลาโมโห ซึ่งพอรู้สึกตัวเวลาโกรธจะทำให้ความโกรธนั้นหายไปเยอะ ซึ่งบางครั้งความรู้สึกโกรธอาจจะมากเท่าเดิม แต่การแสดงออกเวลาโกรธจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น ส่งให้การทำงานกับครอบครัวดีขึ้นมาก
  2. ตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มขึ้นของ will power ในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เราตั้งใจทำไว้
  3. การจดจ่อการสิ่งที่ทำอยู่ ไม่วอกแวก
  4. การอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เช่น เล่นกับลูกก็เล่นกับลูก ทำงานก็ทำงาน อ่านหนังสือคืออ่านหนังสือ
  5. ทำให้จิตใจสงบลง
อีกอย่างที่ชอบมากคือ การที่คุณรวิศนำงานวิจัยเกี่ยวกับสมาธิมาเล่าให้ฟัง คือ งานวิจัยแรก เล่าเกี่ยวกับผลในทางบวกของการนั่งสมาธิในที่ทำงาน ทำให้ผู้ทำสมาธิยืดหยุ่นทางความคิดมากขึ้น คิดบวกมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจในชีวิตที่ทำงานดีขึ้น ยังช่วยให้มีการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์มากขึ้น ผลดีที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ 
  • ความคิดเราจะกว้างขึ้น
  • โฟกัสมากขึ้น
  • มีความกล้าหาญและอดทนต่อเสียงวิจารณ์ตอนที่เราเริ่มทำสิ่งใหม่ใหม่
บริษัทกูเกิ้ลได้นำสมาธิมาใช้ในการพัฒนาคน โดยใช้โปรแกรมที่ชื่อ Search Inside Yourself  โดยโปรแกรมนี้จะช่วยเพิ่มอีคิว ทำให้คนเข้าใจว่าเพื่อนร่วมงานทำสิ่งนี้เพราะอะไร ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงน้อยลง เกิดผลดีต่อที่ทำงานแน่นอน