Banner Amazon

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

People You May Know (2016)



People You May Know เป็นหนังเล่าเรื่องราวความหลากหลายทางเพศที่ดูจนจบแล้วมีความสุขมาก เป็นเรื่องราวของหญิงสาว (Delia) ที่ท้องกับเพื่อนสนิทที่เป็นเกย์ (Joe) เรื่องราวจะไม่อลหม่านมากไปกว่านี้ ถ้าเดเลียไม่มีสามีอยู่แล้ว (Rodrigo) ส่วนโจเองก็มีปัญหากับความรักออนไลน์กับคนที่ไม่เคยพบหน้า

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

Belief: The Possession of Janet Moses (2015)


ภาพยนตร์เชิงสารคดีที่เล่าถึง Janet Moses ที่ถูกคนในครอบครัวเชื่อว่าถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง ซึ่งนำมาสู่การทำพิธีกรรมโดยคนในครอบครัว

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในงานปาร์ตี้ ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังมีความสุขกับงานเลี้ยงรื่นเริง เจเน็ตดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ไม่มีความสุข เธอนั่งเงียบเหมือนคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เช้าวันถัดมาเธอมีอาการเหม่อลอย เดินพูดพึมพำไม่ได้ศัพท์ หลายคนในครอบครัวของเธอสังเกตเห็นและพยายามช่วยเธอตามความเชื่อ ความเชื้อที่ว่าเพราะเธออ่อนแอ เนื่องจากมีปัญหากับสามี ความสัมพันธ์ที่คนในครอบครัวมองว่ามันคือเนื้อร้ายที่คอยกัดกินเจเน็ต สุดท้ายเมือเธออ่อนแอ เธอจึงถูกเข้าสิง

เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเธอแสดงอาการที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอหวีดร้องแบบไม่ได้สติ บอกว่า "พวกมันกำลังมา พวกมันกำลังมา" ยิ่งทำให้ญาติพี่น้องของเธอหวาดกลัว พวกเขาเริ่มรักษาเธอโดยใช้น้ำ เพราะเชื่อว่าน้ำจะทำให้เธอบริสุทธิ์ จะทำให้วิญญาณร้ายที่สิงเธอกลับไป พร้อมใจกันสวดภาวนาคำเดียวกันคือ "Leave with peace and go" สวดเพื่อให้เธอกลับมาปกติ

เมื่อการรักษาไม่ช่วยอะไร พวกเขาใช้น้ำเย็นรดเธอเพราะเชื่อว่าวิญญาณร้ายกลัวน้ำเย็น พวกเขากดเธอลงกับพื้นและราดเธอด้วยน้ำ พยายามให้เธอสำลักน้ำ สำลักเอาวิญญาณมืดที่สิงสู่เธอออกมา เธอถูกทำอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้าย "เธอตาย"

สาเหตุการตายของเธอคือจมน้ำตาย
ตายด้วยน้ำมือครอบครัวของเธอเอง
ตายเพราะครอบครัวเธอเชื่อว่านั่นคือการช่วยเหลือ
ตายอย่างทรมาน






วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

Otherlife (2017)


OtherLife หนังที่เข้าฉายในเน็ตฟลิกซ์ หนังวิทยาศาสตร์เคมีประยุกต์ที่กล่าวถึงที่เทคโนโลยีใหม่ที่นางเอกคิดขึ้น เป้าหมายของโครงการที่เธอพยายามบอกคนอื่น ๆ คือ ต้องการให้คนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่โดยการใช้สารเคมีตัวนี้

ปกติการเข้าไปในโลกเสมือนจริงที่เราเห็นในปัจจุบันคือจะใช้แว่น VR ที่นำเราเข้าไปในโลกจำลอง ที่ปัจจุบันดูจะก้าวหน้ามากขึ้นในการพัฒนาเกมจากค่ายต่าง ๆ แต่เทคโนโลยีประสบการณ์โลกเสมือนจริงในภาพยนตร์เรื่องนี้จะใช้สารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อระบบประสาทที่มีความซับซ้อน โดยการหยดลงไปที่รูม่านตา จากนั้นสมองของคุณก็สัมผัสโลกเสมือนจริงขึ้นมา

ด้วยความเสมือนจริงนั้นทำให้เทคโนโลยีนี้มีข้อจำกัดมาก ได้แก่ การใช้ซ้ำที่ไม่ควรเกินหนึ่งครั้ง ระยะเวลาที่อยู่ในโลกเสมือนจริงที่นานเกินไป ก็อาจจะส่งผลต่อระบบความคิดในโลกจริงได้

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ Ren (ตัวเอกของเรื่อง) สร้างสถานการณ์ในโลกเสมือนจริงที่มีความหลากหลาย เนื้อเรื่องไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงอย่างสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน คุณสามารถเลือกที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์ในนั้นได้ อาจจะพาไปสู่ความสนุกตื่นเต้น ทางรอด หรือแม้กระทั่งการตายในโลกเสมือนจริง (ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วสมองของเราจะแยกความจริงหรือความลวงไม่ออก) เพราะฉะนั้นการตายในโลกเสมือนจริงสมองของมนุษย์เราก็จะตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นเช่นเดียวกันกับความเป็นจริง ผลข้างเคียงของมันที่หนังแสดงในเรื่องคือ อาการชักของสมอง ซึ่งไม่ได้บรรยายว่าเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวร

เป้าหมายที่แท้จริงของเร็นในโปรเจคท์นี้คือการช่วยน้องชายที่มีอาการสมองตายจากการจมน้ำ ซึ่งเธอคิดว่าการที่สมองที่ตายนั้นได้รับแรงกระตุ้น หรือสิ่งเร้าในสถานการณ์เดิมตอนเกิดเหตุการณ์ ซึ่งเร็นได้สร้างทางเลือกให้มีโอกาสที่จะรอดได้ หากสมองของน้องชายเธอเลือกที่จะรอด โอกาสที่น้องชายจะฟื้นกลับมาก็มีทางเป็นไปได้

แต่ว่าทุกอย่างที่เร็นคิดไว้จะเป็นไปได้หรือไม่ ทั้งธุรกิจที่เร็นเลือกไประดมทุนมาสำหรับโปรเจคท์นี้ ทั้งชีวิตของน้องชายเธอ รวมถึงความอันตรายของการใช้สารเคมีเพื่อเข้าโลกเสมือนจริง

ชอบแนวคิดและไอเดียของหนังเรืองนี้ แต่มีดราม่าครอบครัวและธุรกิจเข้ามามากเกินไป ทำให้ความตื่นเต้นของตัวโปรเจคท์ Otherlife เอง ลดความน่าสนใจลงไป




วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

Netflix: The Most Assassinated Woman in the World (2018)

The Most Assassinated Woman in the World

ชื่อเดิมของหนังคือ La femme la plus assassinée du monde กล่าวถึงฝรั่งเศสปี 1932 ช่วงที่ภาพยนตร์เข้าแทนที่โรงละคร และฆาตกรรมต่อเนื่อง

Paula Maxa คือตัวละครสาวที่แสดงในโรงละคร ธีมของโรงละครแห่งนี้คือ การแสดงบทฆาตกรรมโดยมีพอลล่าเป็นตัวละครที่ถูกฆ่าทุกครั้ง จนเรียกเธอว่าเป็นผู้หญิงที่ถูกฆ่ามากที่สุดในโลก

เธอทำเพื่อเติมเต็มชีวิตของเธอเอง มีตอนนึงที่ Jean นักข่าวหนุ่มที่เข้ามาทำข่าวฆาตกรรมและมาสืบหาเบาะแสในโรงละคร ถามเธอ เธอตอบว่า "เธอถูกฆ่าในบทละคร เพื่อให้เธอได้มีชีวิตต่อไปในโลกความจริง"

ตัวหนังผูกความเป็นมาของตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างดี หนังดูง่าย ไม่พยายามทำให้เนื้อเรื่องลึกลับจนเกินไป ทุกอย่างคลายปมและความสงสัยจนหมด แม้แต่ตัวฆาตกรเองก็ยังถูกเฉลยว่าคือใคร และเขาก็ใช้ชีวิตต่อไป

ความชอบคือ การที่ผู้คนในยุคสมัยนั้นเสพบทการถูกฆาตกรรมของ Paula Maxa เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการที่ดำมืด บางคนมองการถูกฆาตกรรมของเธอเป็นตัวขับดันทางเพศ บางคนมองเป็นเรื่องของความบันเทิง แต่สำหรับบางคนมันคือการเสพติด เพราะว่าทุกครั้งการตายของเธอมันสมจริงมาก

ตัวหนังพาเราไปจนถึงการแสดงครั้งสุดท้ายของพอลล่า ฉากที่มีใครบางคนวางแผนให้เธอตาย ฉากที่เธอคิดว่าจะสร้างความต่างเพื่อปลดปล่อยตัวเธอออกมา ฉากที่คนดูต้องจดจำไปตลอดชีวิต

เรามายืนปรบมือให้เธอกันเถอะ แด่ Paula Maxa

The Most Assassinated Woman in the World

The Most Assassinated Woman in the World

Netflix: The Darkness (2016)


ภาพยนตร์ที่ใช้ผู้สร้างเดียวกับ The Visit, Sinister และ Insidous เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ไปตั้งแคมป์กันที่แกรนด์แคนยอน โดยมีไมเคิลเด็กชายที่มีอาการออทิสซึมของครอบครัว ได้ตกลงไปในโพรงถ้ำซึ่งเป็นที่สะกดวิญญาณของความมืดไว้

ไมเคิลหยิบหินที่สะกดวิญญาณของความมืดที่ในหนังบอกว่ามาจากโลกที่สาม (Third World) กลับติดบ้านไปด้วย เป็นสาเหตุให้ความมืดได้ติดตามครอบครัวนี้ไป โดยหินสะกดวิญญาณนั้นจะมีสัญลักษณ์ของสัตว์ทั้งห้าตัว ได้แก่ งู, หมาป่า, อีกา, โคโยตี และควาย

ความมืดที่เข้ามาทำให้ครอบครัวนี้เริ่มมีปัญหา พีท หัวหน้าครอบครัวที่เป็นสถาปนิกนอกใจไปนอนกับผู้ช่วยสาวที่เพิ่งรับเข้ามาทำงาน สเตฟานี่ลูกสาวคนโตมีปัญหาของโรคกลัวอ้วน (Anorexia) ซึ่งน่าสยองตรงที่อ้วกใส่กล่องเก็บไว้ใต้เตียง (ทำไมไม่เอาไปทิ้ง คนเราจะเก็บอ้วกไว้ใต้เตียงทำไม) ไมเคิลลูกชายที่เป็นออทิสติกก็เริ่มมีการสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็น น้ำที่ไหลเอง ประตูบ้านที่เปิดเอง มีสุนัขของเพื่อนบ้านเข้ามาทำร้าย มีอีกามาเกาะที่หน้ารถ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบางส่วน

โดยคนเป็นแม่เองที่ทำอาชีพแม่บ้านต้องอยู่บ้านกับไมเคิลลูกชายต้องประสบปัญหานี้ตามลำพังในความคิดของเธอ ก็เริ่มที่จะติดเหล้ามากขึ้น ส่งผลให้ครอบครัวเข้าสู่ภาวะแตกร้าวมากขึ้น

จนปัญหามาถึงที่สุด ปีเตอร์ก็ได้ติดต่อเทเรซา ซึ่งมีประสบการณ์จัดการกับความมืด ซึ่งปัญหาจะจบลงอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไป

สิ่งที่ชอบในหนังคือ ตัวซาวน์ประกอบไม่ได้ทำให้เราตกใจมาก จังหวะที่สะดุ้งเพราะตกใจมีน้อยมาก ซึ่งอาจจะทำให้คอหนังส่วนใหญ่ไม่ชอบก็ได้ แต่หนังจะค่อยพาเราให้อินกับสิ่งที่ครอบครัวนี้ต้องเจอ และลุ้นไปว่าทางออกของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร







วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

Searching (2018) เสิร์ชหา สูญหาย


มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ตอนนั้นต้องดูพากษ์ไทยด้วยเพราะไม่มีรอบซาวด์แทรคที่เวลาตรงกัน

การดำเนินเรื่องของหนังใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีฉากปกติเลย ฉากทั้งหมดที่เราจะได้เห็นในหนังคือ หน้าจอแมค หน้าจอไอโฟน หน้าจอวินโดวส์ หน้าจอจากกล้องวงจรปิด หน้าจอจากข่าวในเว็บ เป็นต้น ซึ่งเราจะได้เห็นไปตั้งแต่ต้นจนจบเลยล่ะ ซึ่งก่อนหน้าที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ก็คิดว่าเราจะไปดูหนังเรื่องนี้ทำไมรอให้มันเอามาฉายในเน็ตฟลิกซ์น่าจะคุ้มกว่า แต่ด้วยคำวิจารณ์ต่าง ๆ ที่เห็นผ่านตาออกมาในแนวบวก และตอนนั้นก็ว่างด้วยเลยเข้าไปดู

แน่นอนว่าหนังไม่ทำให้เราผิดหวังเลย ชื่นชมไอเดียของหนังที่เปิดปมของเรื่องขึ้นทีละนิด และมีการหักมุมกลับไปกลับมาตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งสิ่งที่ทำให้ตัวผมประทับใจคือ ความรักของพ่อที่มีต่อลูก ถึงแม้ความสัมพันธ์จะผิดพลาดจนถึงจุดที่อาจจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่พ่อคนนี้ก็ยังรักลูกเสมอ บางตอนทำให้ผมน้ำตาซึมเลย

แกนของหนังคือ พ่อตามหาลูกที่หายตัวไป ซึ่งพ่อได้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเนี่ยแหละตามหาลูกสาว เนื้อเรื่องสนุกมาก อยากให้ทุกคนได้ดู

ส่วนตัวความประทับใจที่มีต่อหนังเรื่องนี้คือ ความน่ากลัวของโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนมันก็ยังทิ้งร่องรอยตัวตนของเราไว้ ซึ่งหากมีผู้ประสงค์ร้าย ร่องรอยเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ แต่ในกรณีของหนังเรื่องนี้ พ่อใช้มันเพื่อตามหาลูกสาว ซึ่งก็ได้เรียนรู้จักลูกสาวในมุมมองที่ตนไม่รู้จักจากโซเชียลเน็ตเวิร์คเนี่ยแหละ ทำให้คิดได้เลยว่า ชีวิตที่เราเห็นกับชีวิตในโซเชียลเน็ตเวิร์คอาจจะต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้

ถ้าได้ดู เชื่อแน่นอนว่าไม่ผิดหวัง



Equalizer 2 (2018)


หนังเรื่องนี้เป็นหนังให้ความรู้สึกที่พอดีไปทุกอย่างสำหรับหนังบู๊เรื่องหนึ่งเท่าที่จะให้เราได้ ตัวเอกคือแมคคอลล์เจ้าหน้าที่เกษียณราชการ เพราะเกิดความผิดพลาดจากภารกิจที่ทำให้ภรรยาเขาเสียชีวิตลง ซึ่งทุกคนในหน่วยเดิมคิดว่าแมคคอลล์เสียชีวิตไปแล้ว ยกเว้นซูซานเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงเพื่อนของเขา ที่เป็นทั้งคนคอยช่วยหาข้อมูลทั่วไปรวมถึงข้อมูลลับต่าง ๆ

แมคคอลล์เป็นคนที่มีปมในใจจากการจากไปของภรรยา ทำให้เขาหลบมาใช้ชีวิตเงียบ ๆ เป็นคนขับอูเบอร์ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เขาคิดว่าช่วยเติมเต็มจิตใจของเขาได้คือ การคอยช่วยเหลือผู้โดยสารของเขา ทั้งการพูดให้กำลังใจ การตามหาของที่หายไป การจัดการกับมิจฉาชีพที่ส่งเหยื่อขึ้นรถของเขา เป็นต้น โดยผู้ช่วยเหลือหลักของเขาคือ ซูซาน

จุดพลิกผันที่ทำให้นายแมคคอลล์ต้องกลับมาบู๊อีกครั้ง คือ การที่เพื่อนสนิทของเขา ซูซาน ถูกฆ่าตายจากลูกน้องในทีมเก่าของเขาเอง

จุดที่ชอบใน Equalizer 2 ฉบับนี้คือ ฉากบู๊ที่พอดิบพอดี ไม่สนั่นเมือง ไม่ระเบิดรถ ไม่เผากระท่อม เหมือนในหนังอาหลองของเรา (555) ซึ่่งตัวหนังแสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกมของแมคคอลล์ทั้งในเรื่องของการใช้ชีวิตและการต่อสู้ ส่วนตัวชอบฉากบู๊ของหนังเรื่องนี้มากกว่า Mission Impossible อีก สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ ความตายของหนังเรื่องนี้มันดูเรียลมาก ๆ ไม่มีฉากที่ตัวร้ายอึดโดนแทงยี่สิบครั้งยังไม่ตาย ตรงนี้แหละที่ชอบมาก

ในเรื่องนี้จะมีตัวละครสมทบอีกคนที่เด่นมาก คือ ไมลส์ ซึ่งเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทางศิลปะ พี่ชายเป็นนักมวยถูกยิงตาย เลยมีปมคล้ายแมคคอลส์ ซึ่งไมลส์เองได้แมคคอลล์ช่วยไว้และเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของการล้างแค้นนี้ด้วย

แมคคอลล์ ที่แสดงโดย Denzel Washington นักแสดงรุ่นเก๋าที่ผมชอบมาก

ตั๋วภาพยนตร์จากโรงหนังเมเจอร์เซนทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่

แมคคอลล์กับเพื่อนสนิท ซูซาน

แมคคอลล์กับ ไมลส์ เด็กวัยรุ่นที่ถูกช่วยไว้