Banner Amazon

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ปัตตานี | เดินออกกำลังกายทะเลหลังมอ ดูพระอาทิตย์ตกดินที่หาดรูสะมิแล


ปกติตอนเย็นหลังเลิกงานก็มักจะชวนน้อง ๆ ในฝ่ายไปเดินวิ่งที่สวนสมเด็จ ใกล้ที่ทำงาน แต่ทว่าวันนี้มีความพิเศษ เนื่องจากเป็นวันบิ๊กคลีนนิ่งทุกคนช่วยกันทำความสะอาดจนปวดน่องหมดแล้ว เลยชี้ชวนกันไปเดินเล่นเลียบทะเลหลังมอ โดนเดินจากที่ทำงานไปได้เลย

เดินออกจากสำนักงานเดินทะลุเส้นทางลัดติดกับสนามกีฬากลางจังหวัดปัตตานี ทะลุไปยังสวนสมเด็จ แต่วันนี้เราจะเดินออกไปยังท่าเรือ จากถนนหน้าสวนสมเด็จเพื่อไปชมพระอาทิตย์ตก

ถนนหน้าสวนสมเด็จ
เดินมาจนสุดปลายถนนเราจะเจอท่าเรือที่มีเรือจอดอยู่มากมาย ถ่ายรูปได้ตามใจ

บรรยากาศตอนเย็นแบบนี้ ก็จะมีกลุ่มครอบครัวเพื่อนฝูงมานังผ่อนคลายกันที่ท่าเรือ ซึ่งบรรยากาศก็ดีมาก มีอาหารขายริมทางด้วย ใครหิวก็ซื้อกิน

ภาพที่ได้จากท่าเรือ

ชอบเรือลำนี้เป็นพิเศษเพราะดูโดดเดี่ยวไม่เกาะกลุ่มจอดรวมกับใครเขา
สัมผัสได้ถึงความสงบจากในภาพ แต่ไม่รู้พอไปถึงอีกฝั่งจะสงบหรือวุ่นวาย
เดินเลียบท่าเรืออกมาสักพันเราจะเห็นมีคันดินที่น่าจะเกิดจากการทับถมกัน ซึ่งจะเป็นบริเวณที่มีขยะมาติดอยู่เยอะมาก
ขยะที่มาติดอยู่ที่มุมหนึ่งของใกล้ ๆ ท่าเรือ จากบริเวณที่มีคนนั่งพักผ่อนอยู่ไม่ไกล
ทางเดินที่กำลังสร้างให้เชื่อมจากท่าเรือลงไปสะพานที่ทอดลงไปยังทะเล
ทางเดินยังเป็นสะพานเปล่า ๆ ไม่มีราวกั้น มีเสาไฟแต่ไม่ทราบว่าใช้การได้หรือไม่ ตอนกลางคืนคงน่ากลัวไม่น้อย
โพสต์ท่ากันหน่อย
พอเดินไปสักพัก สะพานหรือทางเชื่อมที่ไปอยู่จะสิ้นสุดลงไม่สามารถไปต่อได้ ให้ลงมาเดินตรงถนนข้างล่าง ซึ่งทางจะขรุขระ ถ้าฝนตกคงจะเปรอะไม่น้อย แนะนำให้เดินบนถนนใหญ่ดีกว่า
บรรยากาศที่เราเจอเมื่อเดินมาจนสุดปลายทางของถนนจะเห็นทะเลและสะพานที่ทอดยาวลงไป
ข้าง ๆ ถนนที่เราเดินกันมาจะเป็นเนินดินกั้นอยู่ ซึ่งหลักเนินดินจะเป็นผืนดินที่แตกระแหงซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ก็ลงไปเก็บรูปกันมาพอประมาณ
ดินที่แตกระแหง
เซลฟี่กันครับ ไม่สามารถถ่ายเต็มตัวได้เพราะติดพุง
สะพานมีความกว้างพอประมาณให้คนสองคนเดินสวนกันได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท ก็ควรเดินคนเดียวดีกว่า ผมที่กลัวความสูงก็เดินขาสั่นกันไป
บรรยากาศที่ถ่ายได้จากสะพาน ลมแรงมาก คนตัวเล็ก ๆ อาจจะปลิวได้

ลองถ่ายโหมดพอร์ตเทรตของไอโฟนเอ๊กซ์ 
ลองถ่ายพาโนรามาจะเห็นพระอาทิตย์ตกดิน และ อีกด้านนึงที่เริ่มมืดแล้ว
หัวฟู แต่แฮปปี้มาก
สะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเล
ใครมีแฟนควรพาแฟนมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่
จังหวะเผลอ ๆ 1 
จังหวะไม่เผลอ 2
มีเวลาสักนิดก็มานั่งซึมซับบรรยากาศที่นี่ได้
ระยะทางที่เดินได้ของวันนี้ 6.38 km

เก็บไว้ในความทรงจำ แด่การจากไปของคุณลุงสำราญ หลักเมือง


เขียนไว้เพื่อระลึกถึงคุณลุงสำราญ หลักเมือง (ผมเรียกน่ำสินปัก) ผู้จากไปเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 ด้วยอายุ 74 ปี คุณลุงสำราญจากไปอย่างสงบด้วยอาการลิ้นหัวใจตีบ เป็นที่น่าเศร้าเป็นอย่างมากเนื่องจากคุณลุงจากไปอย่างกะทันหัน ผมเพิ่งไปเยี่ยมท่านเมื่อปีใหม่ ตอนนั้นคุณลุงยังเดินได้กระฉับกระเฉงแล้วอย่างไม่ต้องมีใครคอยพยุง สีหน้าท่านแจ่มใส ยังคุยกับลูกหลานด้วยท่าทีมีความสุข

มาทราบข่าวว่าท่านเข้าโรงพยาบาลเมื่อเย็นวันที่ 2 นั้นเลย และทราบอีกทีตอนสองทุ่มว่าท่านได้จากลูกหลานไปเสียแล้ว 

คุณลุงมีพี่น้องห้าคน เป็นพี่คนโต โดยพ่อของผมเป็นน้องคนเล็กสุด ในสมัยที่ผมยังเด็ก ทุกวันตรุษจีน ผมจะคอยอั่งเปาของคุณลุง เพราะท่านให้ซองใหญ่สุด และมักจะให้กำลังใจในเรื่องของการเรียนและการใช้ชีวิตเสมอ โดยลูกของคุณลุงทั้งห้าคนต่างก็ประสบความสำเร็จในชีวิต แยกย้ายกันไปมีครอบครัวหมดแล้ว ตรงนี้ท่านก็คงจากไปอย่างสบายใจ เหลือเพียงป้าสะใภ้ภรรยาของท่านที่ต้องอยู่ในบ้านหลังใหญ่เพียงลำพัง รอคอยลูกหลานกลับมาเยี่ยม ขอเป็นกำลังใจให้ และหากได้กลับบ้านที่บางแก้วก็คิดว่าจะแวะไปหาท่านทุกครั้ง

งานศพคุณลุงจัดที่วัดแม่ขรีประชาราม มีพิธีรดน้ำศพในวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 และบำเพ็ญกุศลสองวันคือวันที่ 5 และ 6 กุมภาพันธ์ 2562 โดยทำพิธีเผาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณบ่ายสามโมงเย็น โดยปกติคนจีนเราจะทำการฝังเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว แต่เป็นความประสงค์ของคุณลุงท่านเองที่ต้องการจะทำการเผาเนื่องจากเห็นแก่ประโยชน์ของลูกหลานที่ลดความสิ้นเปลืองในการทำพิธีแบบจีน


ถึงแม้คุณลุงจะทำพิธีแบบไทย แต่ญาติพี่น้องของคุณลุงบางส่วนก็เห็นควรทำพิธีไหว้แบบจีนด้วย โดยมีการต้มไก่ หมู ผลไม้และของหวาน และเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ท่าน ก่อนทำการรดน้ำศพ โดยในภาพจะเป็นการให้ลูก ๆ ทำพิธีเคารพศพ
รดน้ำศพท่านตอนห้าโมงเย็นเนื่องจากรอให้ลูกชายของท่านเดินทางกลับมา
ตอนเผากระดาษเงินกระดาษทอง
พี่น้องสามคนที่ยังเหลืออยู่นับจากทางขวา น้องชายคนที่ 3 น้องสาวคนที่ 4 และน้องชายคนเล็ก ของผู้ตาย

พิธีเผามีขึ้นเมื่อประมาณเวลาบ่ายสามโมงของวันที่ 7 กุมภา 62

หลังจากนั้นญาติ ๆ ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติทางฝั่งของปู่ ที่ผมเรียกว่า เกวจี ซึ่งอาศัยอยู่ตรงตลาดแม่ขรี ก็นับเป็นการได้พบปะญาติพี่น้องกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ตรุษจีนปีหมูทอง 2019


เหมือนในปีที่ผ่านมาทุกทุกปี เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน ที่บ้านของผมก็จะจัดการไหว้บรรพบุรุษกัน ซึ่งในช่วงปีหลัง ๆ การไหว้บรรพบุรุษใช้วัตถุดิบน้อยลงทุกปีโดยเฉพาะเรื่องการเตรียมอาหาร เนื่องจากลูกหลานต่างแยกย้ายไปมีครอบครัว หรือย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด ทำให้หากทำอาหารมากเกินไปก็เหลือกินเสียเปล่า ๆ ธรรมดาที่ทำกินกันในบ้านก็ไม่เยอะขนาดนี้อยู่แล้ว หลายครั้งต้องให้ญาติแบ่งอาหารกลับไปทานที่บ้านด้วย เพราะกลัวจะเหลือแล้วเสียดายของ

เป็นธรรมเนียมทุกปีอีกเช่นกันที่ที่บ้านจะสั่งขนมเค้กแจกเพื่อนบ้านในชุมชนเดียวกัน โดยในปีนี้สั่งมา 100 กล่อง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะแจกในวันเดียวหมด เหลือไว้สำหรับที่บ้านแค่ 1 กล่องเท่านั้น ถือว่าเป็นการตอบแทนเพื่อนบ้านทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม เนื่องจากเมื่อมีงานเทศกาล เช่น เดือนรอมฎอน หรือสารทเดือนสิบ เพื่อนบ้านก็มักจะนำขนมมาให้ หรือคอยช่วยเหลือกันในยามป่วยไข้ 



ขนมเค้กก็จะใช้วิธีเดินแจก หากไกลหน่อยก็ขับรถไปส่ง ใครที่ไม่อยู่บ้านก็ฝากเพื่อนบ้านไว้ เนื่องจากที่บ้านอยากให้กินตอนที่ยังร้อน ๆ อยู่ขนมมาตอนเที่ยงก็ไปแจกกันเลย ระหว่างนั้นก็ได้เก็บรูปบรรยากาศมาฝากกัน โดยช่วงนี้แถวบ้านจะนิยมเลี้ยงไก่แจ้กันมาก บางคนอุ้มกันยิ่งกว่าลูกกว่าหลานเสียอีก




การไหว้บรรพบุรุษที่บ้าน ก็จะทำการไหว้สองวัน วันแรกคือวันจันทร์ที่ 4 กุมภา กับ วันพุธที่ 6 กุมภา ตามความเชื่อของคนที่บ้าน อย่างวันจันทร์ก็จะไม่ได้ไหว้รอบเดียวจบ ตอนเช้าจะทำการไหว้เจ้าที่เจ้าทาง รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบ้านอันได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม พอตอนบ่ายก็จะเริ่มไหว้บรรพบุรุษที่เป็นปู่ย่า รวมถึงญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจากรูปเราจะจัดโต๊ะให้เหมือนกับโต๊ะกินข้าวเลย 

อาหารในปีนี้ก็เริ่มลดลงจากปีก่อน ๆ มีเพียงแค่ ไก่ต้ม หมูย่าง ผัดหมี่ แกงจืด ผัดเห็ด หอยจ๊อ ขนมเข่ง รวมถึงผลไม้อีกสามอย่าง ได้แก่ องุ่น ส้ม และแอปเปิ้ล







การเผากระดาษเงินกระดาษทองจะเผาก็ต่อเมื่อทำการไหว้เสร็จ ไม่ว่าจะไหว้บรรพบุรุษ หรือไหว้เจ้าที่ก็ตาม บางส่วนก็ซื้อสำเร็จรูปบางส่วนก็นั่งพับกันเอง เช่น พวกทองก้อน เรือ หรือกระดาษม้วนต่าง ๆ ค่อนข้างใช้เวลานานเหมือนกัน 




วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

What Keeps You Alive (2018)


นานแล้วที่ไม่ได้ดูภาพยนตร์ที่ตัวละครหลักเป็นคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง What Keeps You Alive (2018) นำเสนอภาพยนตร์ในมุมมองของคนรักเพศเดียวกัน ว่าต้องเจอเรื่องราวของคนรักต่างเพศต้องเจอเหมือนกัน แม้แต่กระทั่งความสยองที่คู่รักต้องเจอในภาพยนตร์สยองขวัญ

หนังเรื่องนี้ถูกสร้างจากผู้กำกับชาวแคนาดา Colin Minihan แจ๊คกี้กับจูลส์ ที่แต่งงานกันได้ครบหนึ่งปี เลือกที่จะฉลองวันครบรอบด้วยการกลับมายังบ้านเกิดของแจ๊คกี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความหลัง โรแมนติก รายล้อมด้วยภูเขาและทะเลสาบอันงดงาม

แต่ทว่าสถานที่แห่งนี้เองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดำมืด จนไม่รู้ว่าทั้งคู่จะรอดชีวิตกลับไปหรือไม่

พล็อตหนังเหมือนจะเนิบ ๆ แต่ที่จริงแล้วเปล่าเลย ช่วงที่เรากำลังรู้สึกเบื่อกับตัวละคร หนังก็กระชากเรากลับไปสู่ความช็อก ตกใจจนต้องกดรีเพลย์ฉากนั้นใหม่อีกรอบ เพราะงงว่าเกิดอะไรขึ้น

ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้น หนังก็ค่อย ๆ เฉลยถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดแตกหักของเรื่อง ส่วนตัวมองว่ายิ่งเฉลยยิ่งโหดไปเรื่อย ๆ เหมือนเรากำลังดูสิ่งเลวร้ายที่เป็นธรรมชาติของคนหนึ่งคนไปแล้ว

หมายเหตุหนังไม่ได้น่ากลัวด้วยฉาก หรือดนตรีประกอบ หากทว่ากลับช่วยให้คลายความกลัวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังมากกว่า ความกลัวที่มาจากสันดานของมนุษย์ล้วน ๆ

Nature, not nurture คือประโยคที่อธิบายลักษณะของตัวละครในเรื่อง ที่ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เขาหรือเธอกลายเป็นคนร้ายเลย ทั้งการเลี้ยงดู การหักหลัง หรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ แต่มันคือธรรมชาติล้วน ๆ ที่ทำให้เขาหรือเธอทำเรื่องโหดเหี้ยมขนาดนี้

ปล.หนังทำให้เรารู้สึกติสต์ ๆ ในบางตอน ทั้งฉากฆ่า และฉากทำร้ายร่างกาย ที่ช่วยกระตุกสมองได้ดีมาก