Banner Amazon

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

The Chase (2017) ล่าฆาตกรวิปริต


หลังจากวันก่อนทีไ่ด้ดูหนังเกาหลีทางเน็ตฟลิกซ์เรื่องหนึ่งไปคือ Forgotten  ซึ่งได้รับความประทับใจคือ พล็อตและการแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก ถ้าเป็นการขับรถคือรถพลิกแล้วพลิกอีกคว่ำแล้วคว่ำอีก สนุกมากมากครับ ผมเลยคิดว่าหนังเรื่องอื่นของเกาหลีก็น่าจะยอมเยี่ยมไม่แพ้กัน

หลังจากที่เข้าไปดูในเพจรีวิวเน็ตฟลิกซ์ต่าง ๆ แล้วก็พบว่าหนังเรื่องนี้ The Chase ล่าฆาตกรวิปริต เป็นหนังเกาหลีเรื่องหนึ่งที่คนแนะนำเยอะเหมือนกัน พร้อมกับอีกเรื่อง Lucid Dream แต่วันนี้เลือกเดอะเชสเพราะอ่านจากชื่อแล้วให้ความรู้สึกของการไล่ล่า คาดว่าต้องสนุกแน่แน่

ดูไปได้สักระยะหนึ่งพบว่าตัวแสดงหลักเป็นวัยอาวุโสหมดเลย ในใจก็คิดว่าจะไหวเหรอ? บทบู๊จะทำยังไง หอบแดกแน่แน่ ซึ่งในละครก็ทำให้เห็นว่าหอบจริง  (ตรงนี้ขำมาก)

เรื่องย่อคือ มีตำรวจวัยเกษียณมาหาคุณลุงที่เป็นเจ้าของอพาร์ทเมนต์หลายแห่งในเมือง ด้วยเรื่องของเบาะแสของฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสามสิบปีก่อน และกำลังเกิดขึ้นในเมืองนี้อีกครั้ง ทั้งรูปแบบของการฆ่าูคนแก่ รวมถึงการหายตัวไปของเด็กสาว ที่ล้วนแต่เป็นผู้เช่าห้องของคุณลุง

ในตอนแรกคุณลุงก็ไม่สนใจ แต่เมื่อเห็นเบาะแสที่ตำรวจคนนี้ให้มา คุณลุงก็เริ่มเอาด้วย พร้อมกับในเหตุการ์ที่เด็กสาวหายตัวไป คุณลุงก็ได้ยินเสียงน่าสงสัยจากห้องของเธอ แต่ไม่ได้เอะใจอะไร

การตามหาฆาตกรปริศนาคนนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และมีจุดที่คิดว่าเรื่องจบแล้ว แต่ยังไม่จบ .. สนุกมาก อยากให้ทุกคนได้ดู

ส่วนพล็อตของเรื่องถึงแม้จะไม่พลิกสิบตลบเหมือน Forgotten แต่ก็แพ้กันไม่มากนะ

ปล.ฉากบู๊ของคุณลุงถึงแม้จะเต็มไปด้วยลีลาท่าทางที่แพรวพราวเหมือนวัยรุ่น แต่ก็เข้มข้นน่าดู ถ้าใครอ่านบทความนี้แล้วชอบสามารถดูเรื่องนี้ได้ทางเน็ตฟลิกซ์ Netflix





วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Afflicted (2018) ความทรมานของผู้ป่วยกับโรคที่ยังไม่มีแนวทางรักษา



Afflicted สารคดีที่เล่าเรื่องราวความทรมานของผู้ป่วยที่เป็นโรคหายาก ซึ่งหลายหลายครั้งที่บุคลากรทางการแพทย์ยังไม่รู้จักโรคเหล่านี้ ถึงรู้จักก็ยังไม่มีแนวทางการรักษาที่แน่ชัด ไม่รู้สาเหตุที่แน่นอน หรือแนวทางการวินิจฉัยเองก็ยังไม่แน่นอน

ผู้ป่วยในสารคดีความทรมานนี้ มีหลายคนที่อยู่แต่ในห้องเป็นเวลานานนับปี หรือต้องออกไปอยู่ในทะเลทราย หรือย้ายไปที่ที่ปลอดสัญญาณ

สารคดีชี้ให้เห็นว่า โรคเหล่านี้นั้นยังขาดความเข้าใจจากคนภายนอก เพียงเพราะลักษณะภายนอกของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะดูปกติ อาทิ ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสัญญาณอิเล็กโทรนิกส์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ  หากผู้ป่วยอยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะมีอาการปวดศรีษะ แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว แน่นอนว่าการที่คุณบอกคนรอบข้างว่า คุณรับรู้ถึงสัญญาณโทรศัพท์ได้นั้น ใครจะเชื่อ?

ตัวอย่างของโรคที่ปรากฎในซีรีส์
  1. Mold Sensitivity (MS)
  2. Myalgic Encephalomyelitis (ME) 
  3. Chronic Fatigue Syndrome (CFS) 
  4. Multiple Chemical Sensitivity (MCS) 
  5. Electromagnetic hypersensitivity (EHS) 
สิ่งที่คนเหล่านี้เหมือนกันคือ พวกเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นอะไร ได้แต่กระโดดจากหมอคนหนึ่งไปยังหมออีกคนหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนรักษาไม่เหมือนกัน ทำให้พวกเขาหมดศรัทธาในการแพทย์แผนปัจจุบัน หลายคนที่เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง แล้วทำตามกูเกิ้ล เพราะคิดว่าจะทำให้ตัวเองหายจากโรคได้เช่น 
  • การกินวิตามินจำนวนมากถึง 50 ชนิด 
  • การฟอกเลือดด้วยโอโซน 
  • การรักษาด้วยการฉายรังสีอินฟราเรด
  • การฉีดแอนตี้บอดี้เข้าสู่ร่างกาย
  • การรักษาด้วยเสียงคลื่นความถี่สูง
  • รับการบำบัดรักษาทางโทรศัพท์ ด้วยลัทธิควอนตัม
การรักษาด้วยแผนทางเลือกบางอย่าง เป็นอะไรที่คนปกติไม่กล้าทำ เพราะมักจะมีผลร้ายมากกว่าดีแน่นอน อย่างเช่น การฟอกเลือดด้วยโอโซน ซึ่งเป็นการดึงเลือดออกมาจากร่างกาย แล้วอัดโอโซนเข้าไปในเลือด จากนั้นฉีดกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ซึ่งมันไม่ใช่ภาวะปกติของร่างกายแน่ ๆ ซึ่งโอโซนที่อัดเข้าไปในเลือดจะส่งผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ก็ยังไม่ทราบ

หลังจากที่ผมดูสารคดีเรื่องนี้จนจบแล้ว แต่มันทำให้เราเห็นถึงการต่อสู้ดิ้นรนของผู้ป่วย ในเรื่องนี้ ผู้ป่วยต้องขายบ้าน หมดเงินเก็บ หรือแม้กระทั่งครอบครัวแตกแยกเพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แบกรับไม่ไหว แต่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากหาย อยากกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติอีกครั้ง ทุกคนพยายามหาเงินและหมดเงินไปกับการรักษาแพทย์ทางเลือก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจนบัญชีติดลบ

พอมานึกถึงคนไข้เบาหวานความดันบ้านเรา ที่ซื้ออาหารเสริม ซื้อยาสมุนไพรมากิน ก็เออ เข้าใจแล้วล่ะ ว่ามันคือความหวังในการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง บางคนก็กินทังทั้งที่รู้ว่ามันทำร้ายร่างกายในระยะยาว

คงต้องหันกลับมาทำความเข้าใจการใช้ชีวิตให้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ใส่ใจคนไข้ให้มากขึ้น สุดท้ายนี้ก็หวังว่าความคิดนี้จะอยู่กับเราไปนานนาน ก่อนที่จะหายไปกับระบบเสียก่อน

ถ้าใครอยากดูต่อ คลิกเข้าไปดูที่เน็ตฟลิกซ์ได้เลย >> Afflicted






วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Operation Finale (2018) ปฏิบัติการตามล่า Adolf Eichmann ผู้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน



นอนไม่หลับ ... ต่อให้ล้มตัวลงนอนตอนนี้ก็ยังไม่หลับ เลยจำเป็นต้องใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และในสถานการณ์ที่พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอยู่ สิ่งที่เลือกทำตอนเที่ยงคืนกว่า ๆ คือ ดูเน็ตฟลิกซ์

Operation Finale คือ หนังที่ผมจะใช้เวลาร่วมกันประมาณ 2 ชั่วโมง โดยปกติไม่ชอบหนังซีเรียส เล่าเชิงประวัติศาสตร์แบบนี้เท่าไหรนัก แต่ตัวอย่างหนังทำออกมาได้น่าสนใจมาก เล่าเหตุการณ์ของกลุ่มสายลับอิสราเอล ต้องเดินทางเข้าไปอาร์เจนติน่าเพื่อนำตัว อดีตลูกน้องของฮิตเลอร์ ที่เชื่อว่าเป็นมือสังหารโหดชาวยิวกว่าหกล้านชีวิต กลับมาขึ้นศาลที่อิสราเอล


ตัวหนังสร้างจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ เล่าถึงการนำตัวอาชญากรรมสงครามผู้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวในยุโรปมารับโทษที่อิสราเอล ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง ฮิตเลอร์หนีความผิดโดยการฆ่าตัวตาย พร้อมกับแกนนำคนสำคัญ แต่ลูกน้องหลายคนของเขายังคงหลบหนี และใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปโดยเปลี่ยนประวัติตัวเอง

 โดยหนังได้นักแสดงรางวัลลูกโลกทองคำ คือ ออสการ์ ไอแซค (Oscar Isaac) เป็นสายลับชาวอิสราเอลที่ต้องเข้าไปนำอาชญากรสงครามที่รับบทโดยนักแสดงรางวัลออสการ์  เบนท์ คิงส์ลี่ (Ben Kingsley) 

ในภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะไ่ม่ได้เห็นเทคโนโลยีระดับสูง เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย หรืออาวุธยุทธโธปกรณ์ที่แปลกใหม่ แต่เราจะเห็นวิธีการปลอมแปลง ทำพาสปอร์ตปลอมมากกว่า 

ตัวหนังไม่ได้หวือหวาระเบิดตูมตาม หรือฉากการทรมานนักโทษที่รุนแรง แต่จะเล่าเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนถึงฉากสุดท้าย ที่เป็นการตัดสินโทษของ Adolf Eichmann อาชญากรสงครามของเรื่อง ก็เป็นฉากที่ทำจากเรื่องจริงที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก


ความประทับใจส่วนตัวกับหนังประวัติศาสตร์อาชญากรรมเรื่องนี้นั้น คือ การชิงไหวชิงพริบและการเอาตัวรอดของทีมสายลับอิสราเอล ที่ต้องไปปฏิบัติการลับยังต่างประเทศ วิธีการในการสืบหาข้อมูลในสมัยนั้น และบุคลิกของตัวละครหลักสายลับชาวอิสราเอล ปีเตอร์ มัลกิน ที่แสดงโดย ไอแซค นั้น มีการปฏิบัติที่ดีต่อ อดอล์ฟ อาชญากรสงคราม ทั้งที่มีความเป็นไปได้ว่า อดอล์ฟคือคนที่สังหารพี่สาวของเขา

สำหรับใครที่อยากดูสามารถดูได้ทางเน็ตฟลิกซ์


 







วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Minimalism: A Documentary About the Important Things



Minimalism: A Documentary About the Important Things ช่วงก่อนหน้านี้สังคมไทยคงจะได้ยินกันอยู่บ่อยเกี่ยวกับเรื่องความมินิมอล ผมก็เช่นกัน มักได้ยินความมินิมิลในเรื่องต่าง ๆ เช่น การตกแต่งร้าน การแต่งตัว การออกแบบ เอาเป็นว่า ใดใดในโลกล้วนมินิมอล

ทว่าสารคดีเรื่องนี้นำเสนอความมินิมอลในมุมมองของไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไป คือ การลดสิ่งที่ไม่จำเป็น ซึ่งสิ่งแรกที่คุณต้องลดคือ ความต้องการ

ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายของเรา สิ่งที่เราต้องเจอทุกวันคือโฆษณาทางทีวี นิตยสาร หรือแม้กระทั่งคนรอบตัวคุณ ที่คอยบอกคุณว่า ชีวิตที่สมบูรณ์แบบคืออะไร ความร่ำรวย เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน ฐานะทางสังคม หุ่นคุณต้องเป็นอย่างไร คุณต้องกรีดอายไลน์เนอร์แบบไหน คุณต้องมีรองเท้าคู่นี้ถึงจะมีความสุข บลา ๆ คุณต้องการในสิ่งที่คนอื่นบอก แต่ไม่ได้ต้องการในสิ่งที่คุณจำเป็นจริงจริง

ส่งผลให้คุณต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่จำเป็นกับชีวิตอยู่ตลอดเวลา เพราะการได้มาของมัน เป็นการได้มาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ไม่ใช่ความต้องการของเราเอง ทำให้เราเครียดกับมันตลอดเวลา ของแบบนี้ยิ่งเราซื้อมันมากเท่าไหร่ มันก็ไม่ช่วยเติมเต็มช่องว่างในใจของเราได้หรอก ยิ่งได้มาเรายิ่งต้องการมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งบ้าน รถ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน เงินทอง เรียกได้ว่า "เราไม่เคยพอ"

คุณลองสังเกตดูว่า ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ของคุณ มีเสื้อผ้าที่คุณใส่จริง ๆ กี่ตัว ผมมีแค่ห้าหกตัวเท่านั้น นอกจากนั้นก็เป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน บ่อยครั้งที่ผมซื้อเสื้อผ้ามาเพียงเพราะว่ามันคือรุ่นใหม่ที่ทุกคนต้องมี ผมจึงก็ต้องมี แต่หลังจากใส่แค่ครั้งสองครั้ง ผมก็ทิ้งมันไว้ในตู้เพียงเพราะว่าผมไม่ได้มีความสุขจริงจรงตอนที่ใส่มัน

การซื้อของมาโดยที่เราไม่ได้ชอบนั้นเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับคนที่ตัวเองเป็นที่คาดหวังของสังคม (คุณอาจคิดไปเอง) คุณแม่ต้องซื้อของเล่นที่ดีที่สุดให้ลูกน้อย ผู้ชายต้องซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ไปง้อผู้หญิง นักเขียนต้องมีหนังสือของนักเขียนดังทุกเล่มถึงแม้ว่าคุณจะไม่อ่านมันเลยก็ตาม

สิ่งเหล่านี้คือขยะที่เราไม่ต้องการ และยังเป็นภาระเมื่อเราซื้อมันมา ...

สารคดีเรื่องนี้บอกอะไรกับเรา บอกให้ลด "สิ่งที่ไม่จำเป็น" สำหรับชีวิตลง ซึ่งความหมายของมันกว้างมาก เพราะฉะนั้นคุณต้องตีโจทย์เองแล้วล่ะ ว่าอะไรที่จำเป็นและไม่จำเป็น ยิ่งคุณอยู่กับสามีภรรยา หรือครอบครัวใหญ่ ต้องช่วยกันคิดต้องช่วยกันแก้ว่าอะไรไม่จำเป็น เพราะหากคุณสามีเผลอไปทิ้งที่ปัดขนตาของภรรยา รับรองว่าคุณบ้านแตกแน่นอน

เคมเปญหนึ่งที่เคยเป็นไวรัลในโซเชียลคือ เคมเปญ 333 คือการที่คุณใช้เครื่องแต่งกายทั้งหมด 33 ชิ้นรวมทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้ารองเท้ากระเป๋า นาฬิกา แหวน เพียงแค่จำนวน 33 ชิ้นเท่านั้น เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งผู้นำเคมเปญนี้ได้ทดลองแล้วปรากฎว่าไม่มีใครสนใจคุณด้วยซ้ำว่าคุณสวมเสื้อผ้าตัวเก่า

เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเราตกอยู่ในสังคมทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งหนึ่งที่เราเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นคือคำว่า Fast Fashion คือการที่แบรนด์เสื้อผ้าผลิตเสื้อผ้าลอตใหม่ออกมาบ่อยมากขึ้น มีสินค้าใหม่มาวางหน้าร้านเกือบทุกอาทิตย์ แน่นอนว่าถ้าคุณไม่ทัน คุณจะตกเทรนด์

ราคาที่คุณจ่ายเพื่อตามให้ทันเทรนด์ของแฟชันในปัจจุบันมันสูงมาก ยิ่งกลุ่มสินค้าไฮเอนด์ ราคายิ่งสูง คุณยิ่งต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อให้มีให้ทันกับกลุ่มเพื่อนของคุณ

ตัวอย่างที่เราเห็นง่าย ๆ คือ โทรศัพท์มือถือ ผมเองเป็นคนที่ใช้ไอโฟน ซึ่งสังเกตว่า มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณซื้อเมื่อปีที่แล้ว มาปีนี้มันกลายเป็นมือถือตกรุ่นเสียแล้ว ซึ่งใครก็ตามที่ติดกับดักความต้องการตรงนี้ ย่อมต้องซื้อรุ่นใหม่ทุกทุกปีซ้ำ ๆ กันเป็นวงจรแบบนี้เรื่อยไป ทุกอย่างคือความสิ้นเปลืองทั้งนั้น

ความต้องการที่มากมายเหล่านี้ ส่งผลอะไรกับมนุษย์เราบ้าง? ที่สำคัญเลยคือ ความเครียด คุณจะไม่เครียดได้อย่างไร ในเมื่อคุณต้องหาเงินมาซื้อของที่พร้อมจะตกยุคในอีกไม่เกินหนึ่งปีของโทรศัพท์มือถือ หรือพร้อมตกยุคในอีกไม่กี่เดือนสำหรับเสื้อผ้าแฟชัน

"ของมันต้องมี" สารคดีเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง วลีเด็ดของพี่สู่ขวัญ ที่ทำรายการในยูทูปแล้วเป็นกระแสฮิตอยู่ช่วงนึง (แน่นอนว่าหลังจากนั้นก็มีรายการแนวนี้ตามมาอีกมากมาย) ซึ่งประโยค "ของมันต้องมี" ไม่เท่ากับว่า "ของที่จำเป็นต้องมี" อย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ผมไม่ได้หวังว่าทุกคนต้องขายบ้าน ขายรถ ขายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่ไม่จำเป็น แต่อยากให้ทุกครั้งที่คุณซื้อ หันมาลองพิจารณาซ้ำ ๆ หลาย ๆ รอบว่า สิ่งนี้จำเป็นกับชีวิตคุณหรือไม่ หรือถ้าหากได้มันมาแล้วมันจะเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตคุณอย่างไร

อย่าให้ของนอกกายเหล่านี้มาตัดสินความเป็นคนของคุณ แทนความสามารถที่คุณควรมี

ใครที่สนใจรายละเอียดของสารดีเรื่องนี้ เข้าไปชมที่ Netflix ได้เลยครับ






วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

The Man in the Wall (2015) คืนหลอนเมื่อคืนวันศุกร์



The Man in the Wall ภาพยนตร์ดราม่าครอบครัวจากผู้กำกับชาวอิสราเอล เล่าเหตุการณ์คืนวันศุกร์ของครอบครัวหนึ่งที่มีกันสองสามีภรรยา และหมาหนึ่งตัว (หมาชื่อบรูโน่)

Shir ตื่นขึ้นมาในเย็นวันศุกร์เพราะเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์เดียวกันมาเคาะประตู พร้อมนำบรูโน สุนัขของครอบครัวมาส่ง เขาพบมันถูกทิ้งอยู่หน้าอพาร์ทเมนต์ ตอนนั้นเองที่เธอรู้ว่าสามีหายตัวไป หายตัวไปโดยไม่ได้นำอะไรไปเลย ทั้งกระเป่าเงิน โทรศัพท์มือถือ

Rami คือชื่อสามี เธอติดต่อเพื่อนทุกคน ติดต่อพ่อสามี รวมถึงเบอร์โทรออกทุกสายในโทรศัพท์ของเขา และสิ่งที่เธอต้องทำคือ โกหกตำรวจเพื่อให้ตำรวจมาหาที่อพาร์ทเมนต์สืบหาการหายตัวไปของสามี แต่ทุกอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน

เธอกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ พยายามทำทุกทางเพื่อหาตัวเขา โดยเธอยืนยันว่าจะไม่ไปไหน จะอยู่ในอพาร์ทเมนต์เพื่อรอสามีเธอกลับมา

เรื่องราวเขย่าขวัญสั่นประสาทนี้ปั่นหัวคนดูอย่างผมมาก ผมคาดหวังว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ความรุนแรง เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ หรือไม่กระทั่งการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอะไรบางอย่างของรัฐบาล

แต่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้จบอย่างที่ผมต้องการ หรืออย่างที่คิดไว้แม้แต่น้อย ดูจบแล้วคิดในใจว่า What the fuck? แล้วปิดคอมลงเบา ๆ ส่วนใครที่อยากดูต่อก็ไปดูกันได้เลยครับ เชิญ! >> Netflix

Midnight Diner: Tokyo Stories ร้านอาหารยามเที่ยงคืน


มนุษย์เราล้วนมีความสุขเมื่อได้กินอาหารที่ชอบ เช่นเดียวกับผมที่ตอนดูซีรีส์เรื่องนี้ก็ยิ่มตามลูกค้าที่กำลังทานอาหารอยู่เช่นกัน 

Midnight Diner: Tokyo Stories ซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่น ที่เล่าเรื่องราวของร้านอาหารที่เปิดตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงเจ็ดโมงเช้าไม่มีวันหยุด ร้านอาหารขนาดเล็กที่เจ้าของร้านและพ่อครัวเป็นคนเดียวกัน ผนังร้านมีเมนูติดไว้ไม่กี่รายการ แต่พ่อครัวพร้อมทำอาหารอย่างอื่นที่ลูกค้าสั่งหากเขามีวัตถุดิบ

ร้านอาหารแห่งนี้มีความพิเศษ ตรงที่เรื่องราวชีวิตของคนหลายคนเริ่มต้นและจบลงที่นี่ โดยมีพ่อครัวช่วยให้คำแนะนำ ให้กำลังใจกับลูกค้าที่กำลังมีปัญหาในชีวิต จนสุดท้ายทุกคนผ่านมันไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่สมหวังก็ตาม

แน่นอนว่าซีรีส์อาหารแบบนี้ ต้องมีความพิเศษที่แม้แต่ชื่อตอนยังเป็นชื่ออาหารเลยครับ ซึ่งชื่อตอนคืออาหารที่ตัวละครชอบกิน เช่น ตอนที่เก้า แฮมชุบแป้งทอด เป็นอาหารที่คู่พี่ชายน้องชายชอบ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่การกินอาหารที่ชอบนี้ก็ทำให้ทั้งคู่นึกถึงเรื่องราวในสมัยเด็กอยู่เสมอ 

ผมขอสรุปประเด็นของแต่ละตอนไว้เล็กน้อย คือ
  1. Tan Men: ผู้ชายนักจัดรายการวิทยุเจอกับนักแสดงหญิงฮีโร่รักแรกของเขาในวัยเด็ก ทว่าเหตุการณ์กลับไม่สวยงามอย่างที่คิด 
  2. Corn Dog: เรื่องของดาราตลกอาวุโสที่มีลูกศิษย์เป็นนักแสดงดาวรุ่ง ทั้งคู่น่าจะมีความสุขดี แต่กลับมีเรื่องผิดใจกัน 
  3. Tonteki: หญิงสาวพนักงานออฟฟิศผู้ชอบถักนิตติ้ง มัวแต่ไปเสียเวลาหลงชอบผู้ชายที่เขามีแฟนแล้ว จนเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่รู้ว่ารุ่นน้องกำลังแอบชอบเธออยู่
  4. Omelette Rice: หนุ่มญี่ปุ่นกับสาวเกาหลีตกหลุมรักกัน แต่ครอบครัวของทั้งคู่ไม่เห็นด้วย
  5. Egg Tofu: เซียนไพ่นกกระจอก ผู้มีลูกชายติดมาด้วยหนึ่งคน กำลังมีเดิมพันครั้งใหญ่
  6. Umeboshi and Plum Wine: ชายที่สูญเสียแม่ไป 4 ปี ต้องกลับมารู้สึกเศร้าอีกครั้งหลังจากบ๊วยดองที่แม่ทำไว้ได้หมดลง
  7. Hot Pot for One: คุณป้าที่ต้องทำงานหนักเพื่อดูแลลูกของพี่ชายที่เสียไป
  8. Sauteed Yam: เรื่องของหญิงสาวที่เคยเป็นนักแสดงเอวีในคืนก่อนแต่งงานของเธอ
  9. Ham Cutlet: พี่ชายน้องชายต่างมารดา ที่ต้องแยกย้ายกันไปพร้อมกับการแยกทางของผู้ปกครอง กลับมาเจอกันอีกครั้งในสถานการณ์ที่มิสู้ดีนัก
  10. New Year's Eve Noodles ...: ความรักของคุณเจ้าของร้านกับคืนส่งท้ายปี
ผมดูซีรีส์นี้ตอนกลางคืน ดูไปก็ทรมานมาก เพราะอาหารแต่ละจานล้วนน่ากินชวนหิวด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเมนูเนื้อในตอนที่เจ็ด Hot Pot for One ที่พ่อครัวเสิร์ฟให้กับหลานชายของคุณป้า

เรื่องราวในแต่ละตอนไม่ได้หวือหวาหรือโลดโผนผจญภัยตามสไตล์มังงะอาหารญี่ปุ่นที่เราเจอกันบ่อย เช่น จอมโหดกระทะเหล็ก แต่เรื่องนี้การทำอาหารล้วนเป็นเมนูธรรมดา แต่มีความอบอุ่นของครอบครัวอยู่เต็มเปี่ยม ดูแล้วก็มักจะยิ้มตามไปด้วย หิวด้วย






วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Netflix: Rats (2016) การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับหนูจากเมืองใหญ่ทั่วโลก


Rats สารคดีเล่าการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ฟันแทะที่หลายคนเกลียดกลัว "หนู" เป็นที่ทราบกันดีว่าถิ่นกำเนิดของหนูอยู่แถวมองโกเลีย และเมื่อมนุษย์มีวิวัฒนาการ ออกเดินเรือ หนูก็เดินทางไปกับเราด้วย และแพร่กระจายไปทั่วโลก กล่าวได้ว่าที่ไหนมีมนุษย์ที่นั่นมีหนู

หนูเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นฝูงและมีความฉลาดอย่างที่มนุษย์เราคาดไม่ถึง อีกทั้งเป็นพาหะนำโรคทีน่ากลัวหลายชนิด โดยเฉพาะที่รู้จักกันดีในไทยคือ โรคฉี่หนู ที่มักจะมาตอนน้ำท่วม ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

สารคดีพาเราไปชมดูการใช้ชีวิตของคนในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ว่าเขาปฏิบัติกับหนูอย่างไร
  • นิวยอร์ค: เมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมืองนี้จัดเป็นบุฟเฟต์ชั้นดีของหนู เพราะในกลางคืนที่ภัตตาคารร้านอาหารนำเศษอาหารใส่ถุงดำมากองไว้ข้างถนน เศษอาหารเหล่านี้คือสวรรค์ของหนูท่อในเมืองใหญ่นี้เอง
  • มุมไบ อินเดีย: มีการจ้างให้กำจัดหนู สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ชาวเมืองกำจัดหนูด้วยมือเปล่าด้วยอุปกรณ์อย่างตาข่าย ทำให้คนเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างมากที่จะโดนกัด 
  • กัมพูชา: ชาวนาวางกับดักหนูนาวันละประมาณ 250 อัน เพื่อนำหนูที่ดักได้ไปส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่ส่งต่อไปขายยังประเทศเวียดนามอีกต่อหนึ่ง ซึ่งที่นี่เขาเอาหนูนาทำอาหารเป็นกับแกล้มเหล้าเบียร์ตามภัตตาคารต่าง ๆ
  • เรดิง อังกฤษ: ที่เมืองแห่งนี้นักวิทยาศาสตร์พบการกลายพันธ์ของหนูที่ทนต่อยาเบื่อหนู ซึ่งมันต้องกินยาเบื่อหนูในขนาด 2,000 เท่าของหนูปกติถึงจะตาย
  • รัฐราชสถาน อินเดีย: คนที่นี่ใช้ชีวิตร่วมกับหนูใน ศาสนสถานของชาวฮินดู หนูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ พวกเขาเชื่อว่า ครอบครัวของเขากลับชาติมาเกิดเป็นหนู เพราะฉะนั้นหนูจึงเป็นครอบครัวของเขา พวกเขารับประทานอาหาร นอนหลับ เล่น รวมถึงทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับหนู ที่นี่หนูปลอดภัยที่สุด
  • เชลต์นัม อังกฤษ: เมืองที่เต็มไปด้วยฟาร์มแห่งนี้ ใช้สุนัขพันธ์เทอเรียร์ในการจัดการหนู โดยพวกเขาใช้เครื่องมือพ่นควันลงไปในรูหนู ไล่หนูออกมาให้สุนัขจัดการ 
เราจะเห็นว่า แต่ละเมืองในโลกแห่งนี้มีวิธีการอยู่ร่วมกับหนูที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนมากแล้วพวกเราปฏิบัติต่อหนูเหล่านี้ในฐานะผู้นำพาโรคร้าย พาหะของโรคต่าง ๆ โดยหนูมักจะพาปรสิตต่าง ๆ ไปกับมันด้วยทุกที่ จากการทดลองนำหนูมาผ่าในห้องทดลอง พบว่าหนูเป็นพาหะของโรคหลายชนิด ทั้งพยาธิ ต่าง ๆ อีกด้วย 

ไม่แปลกใจเลย ที่ CDC หรือองค์การควบคุมโรคของสหรัฐ มีการเก็บตัวอย่างหนูไว้ตั้งแต่ปี 1933 (2016, Rats) พวกเขาเก็บตัวอย่างหนูพวกนี้ไว้เพื่อศึกษาพวกมัน เพราะในหลายปีที่ผ่านมาหนูมีการกลายพันธ์ให้ทนต่อสารเคมี และตอบสนองต่อมนุษย์ในทางที่พวกมันจะมีชีวิตรอดที่เพิ่มขึ้น

Ed Sheehan ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดหนู กล่าวว่า "ถ้ามนุษย์สูญพันธ์ หนูจะมาครองโลกเหล่านี้แทนมนุษย์'