Banner Amazon

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

10 Cloverfield Lane (2016) สันดานมนุษย์น่ากลัวกว่าเอเลี่ยน


คืนนี้เลือกดู 10 Cloverfield Lane (2016) หนังแนวเอเลี่ยนที่ชอบดู แต่ถามว่าหนังเรื่องนี้เน้นเอเลี่ยนขนาดไหนบอกเลยว่า เอเลี่ยนมาโผล่ตอนท้ายของหนังแล้ว ต่างจาก Cloverfield (2008) ที่เอเลี่ยนโผล่มาตั้งแต่ 10 นาทีแรกของเรื่อง

จากตอนแรกที่เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อของหนังปี 2008 ปรากฎว่าไม่ใช่ เพราะเอเลี่ยนคนละแบบกันเลย อีกอย่างหนังทั้งสองเรืองล้วนลำดับเหตุการณ์การปรากฎตัวของเอเลี่ยน ปรากฎตัวเป็นครั้งแรกทั้งคู่ ไม่ใช่ยุคฟื้นฟูแต่อย่างใด

อย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยได้เน้นเอเลี่ยนเท่าไรนัก แต่เน้นเหตุการณ์ที่ตัวเอกอย่าง มิเชล ต้องเผชิญ เธอกำลังขับรถอออกจากเมืองเพราะทะเลาะกับคู่หมั้น แต่ดันประสบอบุัติเหตุระหว่างทาง พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็ถูกจับมาอยู่ในห้องใต้ดิน มือถูกฉีดน้ำเกลือ ส่วนเท้าถูกล่ามโซ่ไว้ไปไหนไม่ได้

เธอตกใจคิดว่าถูกมิจฉาชีพจับมาขังไว้เพื่อทำร้าย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เธอได้รับการช่วยเหลือจากโฮวอร์ดและนำตัวมารักษาที่นี่ ซึ่งเขาบอกเธอว่าโลกภายนอกถูกโจมตี อากาศเต็มไปด้วยก๊าซพิษ สิ่งมีชีวิตไม่อาจอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นเขาที่ได้ช่วยเหลือเธอไว้ จึงนำเธอมาอาศัยอยู่ที่นี่ ห้องใต้ดิน ที่เขาเตรียมไว้สำหรับสถานการณ์แบบนี้

แต่ในมุมมองของเธอ เธอถูกจับมาเพื่อเป็นตุ๊กตาคลายเหงาต่างหาก

ความที่เธออยากออกไปจากที่นี่ ไปหาครอบครัวและคู่หมั้น เมิเชลจึงวางแผนกับเอมเม็ท ชายหนุ่มที่ถูกโฮวอร์ด "ช่วย" ไว้เช่นกัน เพื่อหาทางหนีออกไป

ตัวหนังเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดีมาก ทำให้คนดูอย่างผมรู้สึกอึดอัดไปด้วย ทั้งสถานการณ์ที่มิเชลไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่ในห้องใต้ดินจนกว่าจะจบเรื่อง อีกทั้งตัวละครโฮวอร์ดผู้ช่วยเหลือมิเชล เจ้าของห้องใต้ดินเองก็น่ากลัว เขาทำตัวเป็นหัวหน้าจอมเผด็จการที่ทุกคนต้องทำตามคำสั่งเขา ทำให้สถานการณ์การเอาตัวรอดของมิเชลกดดันมากขึ้น

ตัวหนังได้คะแนนที่ดีจาก IMDb คือ 7.2/10 ส่วนเว็บมะเขือเน่าได้คะแนนจากคนดูถึง 79% การันตีความน่าดูของหนังเรื่องนี้




วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

The Disappointments Room (2016) ห้องแห่งความผิดหวัง


หลังจากที่ไม่ได้ดูเน็ตฟลิกซ์มา 5-6 วัน เพราะติดนิยาย วันนี้ก็ได้ฤกษ์ดู The Disappointments Room หนังปี 2016 ที่ไอเดียดีมาก เล่าถึงการมีอยู่ของห้องแห่งความผิดหวัง (แปลตรงตัวตามชื่อเรื่อง)

ห้องแห่งความผิดหวังนี้มีไว้เพื่อที่จะเก็บความลับบางอย่างของครอบครัว คือ ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติ เช่นศรีษะมีเนื้องอกออกมา หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ที่คนในครอบครัวคิดว่าสิ่งนี้คือความอับอาย ไม่สามารถนำลูกคนนี้ออกไปเจอผู้คนได้ ครอบครัวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกที่มีความพิการทางร่ายกายไว้ในห้องแห่งความผิดหวังนี้

เด็กที่โตมาจะต้องอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยที่ไม่มีใครรู้ ยกเว้นคนในครอบครัวและบ่าวรับใช้ที่วางใจได้เท่านั้น ไม่มีเพื่อน ไม่มีการศึกษา ไม่มีแม้กระทั่งความรักจากครอบครัว ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางครอบครัวตัดสินใจฆ่าเด็กเหล่านี้ทิ้งเพื่อตัดปัญหา เป็นที่มาของหนังเรื่องนี้

เดวิด ดาน่า และลูคัส ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกได้ตัดสินใจย้ายบ้านเข้าไปอยู่แถบชนบทเพื่อรักษาตัวของดาน่าเองที่เพิ่งประสบความสูญเสียจากการเสียลูกสาวที่อายุเพียงเก้าเดือน เนื่องจากเธอหยุดหายใจ ซึ่งดาน่าโทษว่าเป็นความผิดของตัว ความเศร้าเสียใจนี้นำไปสู่อาการของโรคทางจิตของดาน่า เธอต้องกินยาเพื่อควบคุมความเศร้าที่มีแนวโน้มจะทำให้เธอฆ่าตัวตาย การย้ายมาสู่บ้านหลังนี้จึงอาจเป็นทางออกที่ดีของครอบครัวนี้

แต่ทว่าดาน่ากลับต้องมาเจอบ้านที่มีประวัติของการใช้ The Disappointments Room ห้องแห่งความผิดหวัง เธอต้องเจอสิ่งที่น่ากลัวต่าง ๆ โดยที่เธอไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงหรือภาพหลอนกันแน่

เธอและครอบครัวจะผ่านเรื่องราวนี้ได้อย่างไร ต้องมาดูกันครับ






วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Cloverfield (2008) วันวิบัติอสูรกายถล่มโลก


Cloverfeild หนังที่ผมเคยดูในโรงตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาลัย ผ่านการแนะนำของเพื่อนคนนึงที่ชอบดูหนังมากเหมือนกัน แล้วจำได้ว่าออกจากโรงมาก็กลุ่มเพื่อนก็ด่ามันเกือบตาย เพราะมุมกล้องที่ชวนเวียนหัวมากในสมัยนั้น และถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากสำหรับหนังที่มีแนวคิดการถ่ายด้วยโฮมวิดีโอ

หนังเล่าเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่กำลังจัดปาร์ตี้เลี้ยงส่งเพื่อนไปทำงานญี่ปุ่นอยู่ดีดี ก็มีสัตว์ประหลาดตกลงมากลางเกาะแมนฮัตตัน ภายในคืนนั้นเองที่เกาะแมนฮัตตันล่มสลายลง เพราะทางกองทัพ ตัดสินใจระเบิดปูพรมเกาะแมนฮัตตันเพื่อทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อสูรกายตัวนี้

อสูรกายหรือสัตว์ประหลาดในเรื่องไม่ได้มีพลังวิเศษมากมายอย่างหนังอเวนเจอร์ ไม่ได้ปล่อยแสงเหมือนก๊อตซิลลา ไม่ได้บินได้ แต่มีลักษณะคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า ซึ่งสิ่งที่มาพร้อมกับสัตว์ประหลาดตัวนี้ จะคล้าย ๆ กับพวกเหาฉลาม หรือปรสิต แต่เมื่อมันตกลงบนกลางเมืองแบบนี้ขนาดของมันก็สามารถฆ่าคนให้ตายได้

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้รอบที่สองในคืนนี้ ก็พอจับรายละเอียดได้มากขึ้นกว่าสิบปีที่แล้ว ทั้งรายละเอียดของสัตว์ประหลาด รวมถึงเหตุผลที่ร๊อบ ตัวละครหลักของเรากลับเข้าไปในเมืองจุดที่ทางกองทัพกำลังยิงสัตว์ประหลาดอยู่

อันที่จริงหนังไม่ได้เฉลยเราว่าสุดท้ายนี้การปูพรมด้วยระเบิดจะสามารถกำจัดสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้หรือไม่ แต่เท่าที่เห็นในหนัง เราพบว่าหนังมันหน้าพอสมควรเลย น่าจะตายยากน่าดู

ใครที่อยากดูหรือเคยดูแล้วอยากดูซ้ำ ก็สามารถดูได้แล้วทางเน็ตฟลิกซ์ อาจมีเรื่องมุมกล้องที่ชวนเวียนหัวหน่อย แต่โดยรวมแล้วการดำเนินเรื่องโอเคมาก มีหลายจุดที่ต้องสะดุ้ง เช่น กำลังเดินอยู่ดีดีก็เจอสัตว์ประหลาด หรือกองทหารที่กำลังต่อสู้กันอยู่

โดยรวมแล้วสนุกมากเป็นหนังที่ควรดูเลย พอไปดูข้อมูลใน IMDb พบว่าผู้กำกับ Matt Reeves เป็นคนกำกับหนัง Dawn of the Planet of the Apes, War for the Planet of the Apes ที่ผมชอบด้วย





วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

The Pact (2012) หนังสยองขวัญที่ดูแล้วแทบจะหยุดหายใจ



คืนวันอาทิตย์แบบนี้คิดไม่ผิดจริงจริงที่ดูหนังเรื่องนี้ The Pact ที่ใช้ชื่อไทยว่า "บ้านหลอนซ่อนตาย" ความประทับใจแรกคือ หลอนเหี้ย ๆ และน่ากลัวมาก จากปกติเป็นคนที่ดูหนังผีได้สบาย ๆ ปิดไฟมืดก็ไหว แต่เรื่องนี้อดไม่ไหวต้องลุกไปเปิดไฟให้ห้องสว่างจริงจริง

หนังเรื่องนี้เล่าถึงสองพี่น้อง แอนนี่ และนิโคล เริ่มด้วยการที่นิโคลชวนแอนนี่กลับบ้านมาทำพิธีศพแม่ที่เสียชีวิตลงไป แอนนี่ที่มีความทรงจำที่ไม่ดีกับแม่เลือกที่จะปฏิเสธ แต่ก็เลือกที่จะกลับ แต่ทว่าพอมาถึงบ้านหลังเดิมที่เธอเคยอาศัยอยู่สมัยเด็กนั้น นิโคลพี่สาวของเธอก็หายตัวไปเสียแล้ว

พอกลับเข้ามาอยู่บ้าน ก็เกิดเรื่องแปลก ๆ มากมาย ตั้งแต่นิโคลหายตัวไป ลิซเพื่อนของนิโคลที่เธอชวนมานอนเป็นเพื่อนด้วยก็หายตัวไป ทั้งเหตุการณ์ที่เธอถูกสิ่งทีมองไม่เห็นลากตัวเธอ ทำให้เธอเชื่อว่าบ้านหลังนี้มีผีสิง

เธอไปขอความช่วยเหลือที่สถานีตำรวจ แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อเธอ จนเธอต้องตามหาความจริงด้วยตัวเอง

แต่ความจริงที่เธอพบนั้น สยดสยองและน่ากลัวมากกว่าบ้านผีเฮี้ยนธรรมดามากมาก ....

ใครที่ชอบหนังสยองขวัญผมขอแนะนำหนังเรื่องนี้เป็นลิสต์ที่ควรเก็บไว้ดู หรือไม่ก็พิจารณาจากตัวอย่างหนังก็ได้ ที่ผมแปะไว้ให้ดูข้างล่างนี้





วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชวนอ่าน The Five Secrets You Must Discover Before You Die



หนังสือเล่มนี้ The Five Secrets You Must Discover Before You Die เขียนเพื่อบอกเป้าหมายของการใช้ชีวิต ว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไรถึงจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ไม่กลัวความตายในวันพรุ่งนี้ การใช้ชีวิตอย่างมีปัญญาญาณคือสิ่งใด หนังสือเล่มนี้จะบอกให้คุณทราบ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ John Izzo เขามีแนวคิดว่า เมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิต เป็นไปได้ไหมที่เราจะมีปัญญาเข้าใจชีวิตและค้นพบความสุขอันลึกล้ำ ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยชรา สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความหมายตั้งแต่อายุยังน้อย

วิธีการที่เขาใช้คือ เขาขอให้คน 15,000 คนทั่วสหรัฐ ส่งรายชื่อบุคคลผู้มีปัญญา จากนั้นเขาก็นำมากรองให้เหลือจำนวน 200 คน แล้วสัมภาษณ์ทุกคน คนละ 1-3 ชั่วโมง เพื่อค้นหาว่า สิ่งใดคือสิ่งที่ทำให้ผู้มีปัญญาเหล่านี้ใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุข

ซึ่งเคล็ดลับหรือสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตายนี้ ผู้เขียนบอกว่า ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว ขาดเพียงแต่การปฏิบัติเท่านั้น ความลับ 5 ข้อนี้คือ
  1. ซื่อสัตย์กับตนเอง
  2. อย่าปล่อยให้เสียดาย
  3. ใช้ชีวิตด้วยความรัก
  4. อยู่กับปัจจุบัน
  5. ให้มากกว่ารับ
ความลับทั้งห้าข้อนี้ไม่ได้เป็นสิ่งลี้ลับอย่างใดทั้งสิ้น ล้วนเป็นสิ่งที่หนังสือหลายเล่มพูดถึง แต่หนังสือเล่มนี้จะบอกคุณว่า วิธีการหรือตัวอย่างที่จะใช้ชีวิตให้พร้อมต้องทำอย่างไร

สิ่งที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้คือ เคล็ดลับข้อแรก ซื่อสัตย์กับตนเอง และเคล็ดลับข้อที่สองคือ อย่าปล่อยให้เสียดาย เพราะที่ผ่านมา เพราะความไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง และปล่อยให้โอกาสหลาย ๆ ครั้งผ่านไป อย่างน่าเสียดาย ต้องหวนกลับมาคิดบ่อย ๆ ว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ต้องทำแบบนี้ ต้องทำอย่างนั้น ทิ้งไว้เป็นปมในใจเรื่อยมา

อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่า หนังสือกำลังบอกให้เราเติมส่วนที่ขาดในชีวิต ทำให้ชีวิตเราสมบุรณ์มากขึ้น อาจจะทำไม่ได้ทุกข้อ แต่แค่บางข้อก็น่าจะทำให้ผมมีความสุขขึ้นอีกเยอะ

ผมตื่นรู้ขึ้นมาอีกหน่อยในเรื่องของการใช้ชีวิต ใครอยากสัมผัสความรู้สึกนี้ก็ไปหาอ่านกันได้ครับ

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

In Relation Shit! by พี่เพลีย หนังสือที่รวบรวมความสัมพันธ์แบบ Shit ยกกำลังสอง



In Relation Shit! by พี่เพลีย ก่อนอื่นสิ่งที่ทำให้เราอ่านหนังสือเล่มนี้คือเรารู้จักผู้แต่งผ่านทวิตเตอร์มาก่อนในนามหมอเพลีย @guplia หรือชื่อเล่นจริงจริงของนาง "หมอหมิง่" นางทำอาชีพหมอผิวหนังเหมาะกับหน้าของนาง นางหน้าใสและจัดเต็มทุกการแต่งตัว (เน้นพร๊อพ)

สิ่งที่ทำให้เรารู้จักหมอเพลียในทวิตเตอร์และฟอลโลวตั้งแต่บัดนั้นมา คือ ทวิตเตอร์ที่หมอเพลียประกาศก้องว่าจะแก้ผ้าเดินสยาม ถ้ามีคนทวิตครบหนึ่งล้านคน ซึ่งปัจจุบันนี้หมอเพลียลบทวิตนี้ออกไปแล้ว เพราะมีดราม่าอันเกิดจากความไม่เข้าใจว่ามันคือโจ๊กหรือมุกตลกที่แกเล่นไว้ขำขำ

เอาล่ะพอรู้จักหมอเพลียกันแล้ว (นอกเรื่องไปเยอะ) กลับมาที่หนังสือเล่มนี้กันบ้าง ตามชื่อบทความเลย ไม่ได้พูดโอเวอร์ หนังสือเล่มนี้รวมความสัมพันธ์แบบ Shit จริงจริง ยกเว้นความสัมพันธ์กับครอบครัว ระหว่างหมอเพลียกับคุณแม่ ตกใจที่นางง้อแม้ด้วยกระเป๋า Issey Miyake แต่พอคิดอีกทีก็หมอเพลียนี่เนาะ 555

ความสัมพันธ์แบบ Shit! ที่หมอเพลียเล่าให้ฟังในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่คือความสัมพันธ์แบบแฟน ชั่วคราว หรือค้างคืน หรือตลอดไป มีหลายแบบมากมาก ยิ่งความรักหลายเส้านี่ยิ่งกว่าดราม่าหนังไทยอีก เอาจริงคืออ่านจบแล้ว ก็คิดว่า "หมอเพลียนี่ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันเนาะ" 555 นอกจากนี้นางยังเล่าความสัมพันธ์กับคนไข้ เพื่อนร่วมงาน ซึ่งชิตไม่แพ้กัน

แต่เอาล่ะ ถึงแม้ทุกความสัมพันธ์ไม่ว่ามันจะแย่ขนาดไหน มันก็ให้บทเรียนกับเราเสมอ ถ้าเราไม่โง่จนพลาดซ้ำสอง เราก็จะไม่ต้องไปเจอประสบการณ์แบบนี้อีก

สิ่งที่พี่เพลียกำลังบอกเราคือ ทุกอย่างมันก็แค่นี้ มีความสุขกับเรื่องตรงหน้า กับครอบครัวดีกว่า อย่าไปฟูมฟายเป็นบ้าเป็นหลัง ลุกขึ้นแล้วเดินต่อ ถ้าคุณยังมีความหวังในรักแท้

เหมือนกับหนังสือเล่มนี้ ที่เล่าให้ฟังถึงความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวมา 18 ตอน พอตอนที่ 19 หมอเพลียก็แฮปปี้เอนดิ้งกับความรัก พาแฟนไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ฮ่องกง คนที่อ่านมาถึงตอนสุดท้ายนี้อย่างผมก็ออกจะหัวใจพองโตหน่อย ๆ เพราะยินดีไปกับนางด้วย

แต่.... ด้วยความที่เราฟอลหมอเพลียในทวิต เราเลยทวิตเล่าถึงหนังสือโดยเมนชันถึงหมอเพลียด้วย แล้วหมอเพลียเมนชันตอบกลับมาว่า "เพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อสองวันก่อน" คุณพระ Shit! จนหยดสุดท้ายมากมาก

สุดท้ายนี้ขออวยพรให้คุณหมอเพลีย นักเขียนคนเก่งของเรา ยังคงศรัทธาในความรัก และเจอคนรักที่เหมาะสมกันในเร็ววัน

ใครต้องการซื้อหนังสือสั่งซื้อได้ที่ min/inrelationshit ตอนนี้ลดราคา 10%








วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

28 Weeks Later หนังซอมบี้โคตรมัน (สปอยล์)


28 weeks later หนังไวรัสซอมบี้ที่กำกับโดยผู้กำกับชาวเสปน Juan Carlos Fresnadillo ซึ่งร่วมเขียนบทเองด้วย อีกทั้งยังได้นักแสดง Jeremy Renner ที่แสดงเป็นฮอว์คอายในหนังมาร์เวลเรื่องอเวนเจอร์อีกด้วย

หนังเล่าเรื่อง 28 สัปดาห์หลังจากที่เกาะอังกฤษที่โดนเชื้อไวรัสแพร่ระบาด คนที่โดนเชื้อจะกลายเป็นซอมบี้ เชื้อไวรัสตัวนี้จะแพร่ทางเลือดและน้ำลาย ไม่ได้แพร่ทางอากาศ ทำให้คนที่โดนซอมบี้กัดก็จะติดเชื้อและกลายเป็นซอมบี้ไปในที่สุด

ซึ่งหลังจากที่เกิดการระบาด เกาะอังกฤษก็เข้าสู่ช่วงฟื้นฟูโดยอาศัยความช่วยเหลือจากนาวิกโยธินสหรัฐ เข้ามาตั้งแคมป์ ซึ่งเริ่มรับผู้อพยพกลับเข้ามาอาศัยได้ ซึ่งช่วงนี้เองที่สองพี่น้องคู่หนึ่งได้กลับมา คือ แทมมี่ และแอนดี้

หลังจากกลับเข้ามาอาศัยอยู่ในแคมป์กับพ่อได้เพียงหนึ่งคืน สองพี่น้องคู่นี้ได้ออกนอกเขตกักกัน เพื่อกลับไปหาภาพถ่ายครอบครัวเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ แต่ทั้งคู่กลับพบสิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่

แม่ของทั้งคู่ อลิซ ถูกทหารนำกลับมายังแคมป์ เธอถูกพบว่าเป็นพาหะนำเชื้อ ถึงแม้เธอจะมีภูมิคุ้มกันและไม่แสดงอาการของการติดเชื้อไวรัส และกลายเป็นซอมบี้ก็ตาม เธอยังสามารถแพร่เชื้อได้

แต่ทว่าในคืนนั้นเองที่สามีของเธอ ดอน พ่อของแทมมี่และแอนดี้ ได้แอบเข้าไปพบกับอลิซ ภรรยาของตัวเองเพื่อปรับความเข้าใจ แต่ด้วยความที่อลิซเป็นพาหะ ทำให้ดอนติดเชื้อจากการจูบและกลายเป็นซอมบี้ จุดนี้เองที่นำมาสู่ความล่มสลายของค่ายฟื้นฟู

แคมป์ถูกเข้ารหัสโค้ดแดง ต้องถูกกวาดล้าง แต่เด็กทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์ทหาร สกาเล็ต และพลทหาร ดอยล์ (ที่แสดงโดย Jeremy Renner) ถึงแม้ทั้งคู่จะรอดออกมา แต่ก็ตามมาด้วยความตายของพ่อกับแม่ ผู้ช่วยเหลือทั้งหมด

หนังเรื่องนี้ถูกคาดหวังว่าจะมีภาคต่อ แต่ตัวผู้กำกับเองก็ออกมาประกาศแล้วว่า จะไม่มีภาคต่อใดใดทั้งสิ้น

ตัวหนังสนุกมาก ถึงกับถูกนำไปเปรียบกับ World War Z หนังซอมบี้อีกเรื่องที่แสดงโดย แบรด พิทท์

ตอนนี้คุณสามารถดูหนังเรืองนี้ได้ที่เน็ตฟลิกซ์ 28 Weeks Later