Banner Amazon

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Apostle ความรุนแรง พระเจ้า และการทำลาย


Apostle ภาพยนตร์ต้นฉบับจากเน็ตฟลิกซ์ โดยผู้กำกับ  Gareth Evan เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคกลาง เล่าถึงอดีตนายทหารของจักรวรรดิ โทมัสต้องเข้าไปช่วยน้องสาวที่ถูกจับเรียกค่าไถ่จากกลุ่มนอกกฏหมายบนเกาะ ดินแดนที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า

บนเกาะนี้โทมัสต้องเจอกับลัทธิที่สังเวยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเลือด ชำระบาปด้วยการฆ่าคน และจิตใจที่บิดเบี้ยวของผู้คน

หนังเล่าด้วยเลือดและความรุนแรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ การทรมานเหยื่อ การสังเวย คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติบนเกาะแห่งนี้ (หรืออาจเกิดเฉพาะตอนที่โทมัสอยู่บนเกาะ)

โทมัสต้องต่อสู้สอดแนม สมัตรเข้าไปเป็นชาวเมืองบนเกาะแห่งนี้ เพื่อสืบหาน้องสาว และต้องเจอกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อ นอกเหนือจากความเข้าใจ ต่างจากอดีต ที่ถึงแม้เขาจะเจอพวกนอกรีต แต่เขาก็ยังเจอมนุษย์ แต่คราวนี้เขาต้องเจอกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือกว่านั้น เขาจะเลือกอะไร ระหว่างสืบทอดและทำลาย

หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความเชื่ออย่างสุดโต่ง มีนัยยะที่ชี้ให้เห็นว่าลัทธิหรือศาสนาคือเครื่องมือของมนุษย์ในการควบคุมมนุษย์ด้วยกันเอง คัมภีร์ บทสวด หรือแม้กระทั่งพิธีกรรม ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนพระเจ้าตัวจริงนั้นทอดทิ้งเราไปแล้ว

ตัวหนังเรื่องนี้จบแบบมีปริศนาให้เราคิดต่อว่าโทมัสจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาจะกลายเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธมาแต่ต้นหรือไม่








วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561

The Haunting of Hill House (2018) ซีรีส์บ้านผีสิงสุดหลอนจากเน็ตฟลิกซ์


The Haunting of Hill House ซีรีส์สยองขวัญเรื่องเยี่ยมจากเน็ตฟลิกซ์  ได้คะแนน 9.1 จาก IMDB และ 85% จากมะเขือเน่า บอกตามตรงว่าผมไม่ได้ดูอะไรที่หลอนเท่าซีรีส์เรื่องนี้มานานแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องบ้านผีสิงที่มีดราม่าครอบครัวแบบนี้ยิ่งหาได้ยากที่จะทำได้ลงตัวเท่าเรื่องนี้

บอกก่อนว่าซีรีส์สยองขวัญเรื่องนี้ทำตามสไตล์อเมริกันมากมาก เพราะฉะนั้นถ้าหวังความหลอนแบบไทย หรือผีตุ้งแช่แบบหนัง GDH เมื่อก่อนคงยาก แต่ซีรีส์เรื่องนี้หลอนด้วยพล็อตและการเล่าเรื่องเป็นหลักเลย ผมชอบตรงนี้แหละ

ขอสารภาพว่าเมื่อก่อนนิสัยไม่ดีมาก ถึงแม้จะซื้อตัวเข้าไปนั่งในโรงหนังแล้วก็ตาม แต่ถ้าพบว่าหนังผีที่กำลังดูมีดราม่าครอบครัวเกินความจำเป็นก็จะเดินออกเลย อย่างหนังผีเรื่องล่าสุด Insidous: The last key ดูได้ครึ่งชั่วโมงก็ต้องเดินออกจากโรงแล้ว

ซีรีส์เรื่องนี้มีขนาด 10 ตอน ความยาวตอนละประมาณ 1 ชั่วโมง แนะนำว่าหาเวลาว่าหนึ่งวันเพื่อดูเรื่องนี้จบจบดีกว่าดูวันละตอนสองตอนหลังเลิกงาน

The Haunting of Hill House เล่าถึงครอบครัวหนึ่งที่ย้ายเข้าไปในบ้านของฮิลล์ (Hill House) ที่ตอนแรกสมาชิกทุกคนเข้าใจว่าเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบ แต่หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ไม่นาน ทุกคนก็ต้องเจอเรื่องสยองขวัญกับตัวเองจนประสาทเสียไปกันหมด นำไปสู่ความบ้าคลั่ง ความตาย และความหลอนที่จะติดตามทุกคนไปตลอดชีวิต

ครอบครัวเครน (Crain Family) คือครอบครัวที่ย้ายเข้ามาสู่บ้านหลังนี้ ประกอบด้วยสมาชิก 7 คน แต่ละคนต่างก็มีปมปัญหาของตัวเองทั้งนั้น ไม่ใช่เล่นเล่นเลย

  1. ฮิวจ์ (Hugh) พ่อมีอาชีพซ่อมบ้านแล้วขายต่อ มีคำพูดติดปาก คือ ฉันซ่อมได้ (I can fix it) ต้องการซ่อมแม้กระทั่งภรรยาที่จากไป
  2. โอลิเวียร์ (Olivia) แม่บ้าน มีสัมผัสพิเศษเห็นวิญญาณต่าง ๆ ภายในบ้านแต่ไม่บอกใคร 
  3. เชิร์ลลี่ (Shirley) พี่สาวคนโต ชอบจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ควบคุมแม้กระทั่งคนในครอบครัว
  4. สตีเวน (Steven) พี่ชายคนรอง โทษว่าพ่อทำให้แม่ตาย มีอาชีพเขียนหนังสือนิยายสยองขวัญ เรื่องแรกที่สร้างชื่อให้เขาคือ "The Haunting of Hill House"
  5. ธีโอดอรา (Theodora) น้องสาวคนที่สาม สามารถสัมผัสแล้วรู้ถึงความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ เป็นนักจิตวิทยาเด็ก
  6. ลูค (Luke) น้องชายคนที่สี่ เด็กเนิร์ดที่โตมาเป็นลูซเซอร์ เป็นเด็กที่เห็นวิญญาณภายในบ้านเหมือนกัน โดยเฉพาะวิญญาณคุณลุงสวมหมวก
  7. เนล (Nell) น้องสาวคนสุดท้อง เป็นฝาแผดของลูค เห็นวิญญาณเหมือนกัน โดยเฉพาะผีผู้หญิงคอหัก (Bent-neck lady)
สิ่งที่ชอบจากซีรีส์เรืองนี้คือ ฉากลองเทคต่าง ๆ ที่กดดันผู้ชมมาก รวมไปถึงพล็อตเรื่องที่ผูกปมและคลายปมไว้อย่างแยบยล เก็บรายละเอียดของเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่มีฉากที่ไม่จำเป็น เหตุการณ์หนึ่งนำพาไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนเปิดประตูบ้านหนึ่งเพื่อนำไปสู่ประตูอีกบาน 

ซีรีส์เรื่องนี้ผู้สร้างผูกปมไว้ดีมาก แต่ค่อย ๆ เฉลยให้เราดูที่ละเล็กละน้อย พร้อมนำเสนอปริศนาอย่างอื่นไปด้วย เพื่อผูกปมไปตอนถัดไป ตัวอย่างเช่น ตอน Bent-neck lady ผมถึงกับต้องกดพอส เพื่อหยุดคิดสักนิดนึงก่อนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ พล็อตมันล้ำเหลือจริงจริง ถ้าไม่ติดว่าเป็นซีรีส์สยองขวัญนี่คงต้องลุกขึ้นยืนปรบมือแล้ว

คำแนะนำสำหรับผู้ชมเรื่องนี้คือ ควรมีสมาธิกับเรื่องราวครอบครัวนี้ให้มาก เพราะซีรีส์ไม่ได้ลำดับเหตุการณ์เป็นเส้นตรง แต่จะย้อนกลับไปมาเหมือนห่วงเวลาที่จะสอดทุกอย่างไว้ด้วยกัน แล้วคลายไปทีละปมกลับไปกลับมาจนหมด เพราะฉะนั้นถ้าคุณพลาดบางช่วง คุณอาจจะต้องมานั่งย้อนดูใหม่ได้ เสียเวลา

แต่เรื่องนี้บทสรุปจบต่างจากที่คิดไว้เยอะมาก เรียกว่าผมผิดหวังนิดนิดกับตอนจบแบบนี้ก็ได้ แต่ถ้าพูดแง่ครอบครัวแล้ว จบแบบนี้อาจจะดีที่สุดก็ได้

สุดท้ายนี้ผมเชื่อว่าถ้าคุณได้ดูตอนแรกแล้ว คุณก็จะดูต่อทุกตอนต่อไปจนจบเหมือนผมอย่างแน่นอน ราตรีสวัสดิ์












วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

22 July เหตุการณ์ก่อการร้ายที่สร้างจากเรื่องจริง เมืองออสโล นอร์เวย์



22 July หนังสือสร้างจากเรื่องจริงในปี 2011 เหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมือง Oslo มีผู้ก่อการร้าย วางระเบิดอาคารศูนย์กลางของรัฐบาลนอร์เวย์ และก่อเหตุกราดยิงนักเรียนบนเกาะทีตั้งแคมป์ฤดูร้อน เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 77 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นนักเรียนมัธยมจำนวน 69 ราย

ตัวภาพยนตร์ถ่ายทอดออกมาได้ดีในมิติผู้รอดชีวิต คือ Viljar เด็กหนุ่มที่ถูกคนร้ายยิงเข้าที่ร่างกายห้านัด  หลังจากเขาเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ตาขวาของเขาใช้การไม่ได้ มือซ้ายเหลือเพียง 2 นิ้ว มีเศษกระสุนฝังอยู่ในสมองที่อาจฆ่าเขาได้ทุกเมือ

และไม่ใช่แค่อาการบาดเจ็บทางกายที่เขาต้องอยู่กับมันไปตลอด แต่เขายังต้องทนกับภาพเหตุการณ์ ความทรงจำที่เกิดขึ้นบนเกาะ คอยหลอกหลอนเขาเช่นกัน

คำกล่าวตอน Viljar พูดตอนขึ้นศาลนั้น ทำให้ผมต้องเช็ดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา ผมสงสารในตัวเขา เขาเป็นผู้รอดชีวิตในขณะที่เพื่อนอีกหลายคน รวมถึงเพื่อนรักของเขาสองคนต้องตาย เขาอยู่กับร่างกายที่พิการตลอดชีวิต และต้องสู้กับปัญหาที่อาจจะเข้ามาในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม... เขามองว่า ชีวิตเขายังมีความหวัง ยังมีครอบครัว ยังมีความฝัน ที่ให้เดินต่อไป ต่างจากผู้ก่อการร้ายที่ต้องจบชีวิตลงในคุก

ปล. ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ Paul Greengrass มีผลงานการกำกับภาพยนตร์ที่ผมชอบมากคือ Jason Bourne

คุณสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้ที่เน็ตฟลิกซ์ 22 July 



วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561

มีเหตุผลที่พระเจ้ายังให้เราหายใจ



มีเหตุผลที่พระเจ้ายังให้เราหายใจ (Until I Say Good-Bye: My Year of Living with Joy) หนังสือขายดีของนิวยอร์คไทมส์  เรื่องจริงของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ที่ใช้เวลาหนึ่งปีสุดท้ายของชีวิตมองความตายด้วยใจเป็นสุขและลุกขึ้นมาท้าทายที่สุดในชีวิต นั่นคือการเขียนหนังสือเพียงนิ้วเดียวที่ยังใช้การได้

ในเดือนมิถุนายน ปี 2011 ซูซาน สเปนเซอร์-เวนเดล นักเขียนของเรื่อง ได้รู้ว่าตัวเองเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) โรคที่ยังไม่มีทางรักษาในปัจจุบัน อาการของโรคทำให้กล้ามเนื้อของเธอ ค่อย ๆ ตายไปทีละส่วน เริ่มจากมือข้างหนึ่งจนลามไปทั่วร่างกาย จากใช้มือข้างหนึ่งไม่ถนัด จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ตอนที่เธอรู้ตัว ตอนนั้นเธอมีอายุ 44 ปี มีสามีและลูกอีก 3 คน เธอรู้ว่าเธอเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปี ที่จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว

เธอจึงอยากใช้เวลาหนึ่งปีที่เหลืออยู่เป็นเวลาที่มหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตของเธอ การท่องเที่ยว การเดินทาง การตามหาครอบครัวผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง รวมถึงสิ่งสุดท้ายที่เธอกังวลที่สุด คือ จอห์นผู้เป็นสามี กับลูกลูกของเธอ มารีนา ออเบรย์ และเวสลีย์ เธอพยายามเตรียมทุกอย่างให้พร้อมภายหลังเธอจากไป เพื่อที่ครอบครัวของเธอจะอยู่ได้อย่างมั่นคงเมื่อไม่มีเธอ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าชีวิตมหัศจรรย์ของซูซาน ไม่มีปาฏิหาริย์ทำให้เธอหายป่วย แต่เล่าชีวิตของเธอในหนึ่งปีสุดท้าย การเตรียมตัวและการผจญภัยทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ เพื่อเตรียมตัวไปสู่วินาทีสุดท้ายของชีวิต  ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มีความสุขในทุกนาทีอย่างคำโปรยหรอก เธอมีช่วงเศร้าเสียใจรับตัวเองไม่ได้ ช่วงที่โทษตัวเอง ช่วงที่เจ็บปวดมากจนเธอแทบฆ่าตัวตาย แต่เธอมีครอบครัวที่ไม่อยากทำให้พวกเขาเสียใจ ทำให้เธอจึงผ่านวันเวลาที่ยากลำบากเหล่านี้มาอย่างเข้มแข็ง

การอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เข้าใจชีวิตของเรามากขึ้น เข้าใจว่าถึงแม้เราจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด ขอให้คุณยอมรับตัวเอง เข้มแข็ง และยืนหยัดสู้กับมันจนวันสุท้าย อย่างน้อยถึงคุณไม่ชนะ แต่คุณได้ใช้ชีวิตในฐานะนักสู้ มีความสุขกับการต่อสู้นั้น

ขอบคุณซูซานที่เขียนหนังสือเล่มนี้ เธอได้มอบความเข้มแข็งและกำลังใจให้กับผมเป็นอย่างมาก ถึงแม้เธอจะจากไปแล้ว ผมก็ขอให้เธอมีความสุขในภพภูมิที่เธออยู่ และขอให้ครอบครัวของเธอมีความสุขดังที่ใจเธอปรารถนาไว้ ขอบคุณครับ

สุดท้ายนี้หนังสือเล่มนี้ได้ส่งต่อให้กับมิตรสหายท่านหนึ่งในทวิตเตอร์ คือ @PPkawari เพื่อเป็นการส่งมอบความเข้มแข็งที่คุณซูซานมอบให้กับผู้อ่านอย่างเราทุกคน

ปล.หนังสือเล่มนี้ผมซื้อที่ B2S ใครอยากอ่านต่อก็ไปหากันได้








วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Muteki by Mukendai ความประทับใจครั้งที่สอง ที่ทำให้ไม่อยากกลับมาอีกครั้ง



วันนี้ได้ทีโอกาสมากิน muteki by Mukendai  เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ในฟิวเจอร์พาร์ครังสิต โซน Zpell ชั้นสอง ก่อนหน้านี้เคยมากินครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ตอนนั้นสั่ง Gindara Shioyaki Don ข้าวหน้าปลาย่างเกลือ ราคา 390 บาท กับ Salmon kama nisuke แก้มปลาแซลมอนนึ่งซีอิ๊ว ราคา 250 บาทตอนนั้นกินแล้วรู้สึกอร่อยมาก โดยเฉพาะแก้มปลานึ่งซีอิ๊ว อร่อยจนน้ำตาจะไหล 

Gindara Shioyaki Don
Salmon Kama nisuke
กลับมาวันนี้ เลยอยากกินอีกครั้ง เลยสั่ง Yakitori ที่เป็นไก่ย่างราดซอส ราคา 160 บาท กับ Kaizen Ramen ที่เป็นซุปราเมงทะเล ราคา 310  บาท  ตอนที่พนักงานมาเสิร์ฟก็พอใจกับหน้าตาของอาหารที่สั่งมา เพราะดูน่ากินมาก โดยเฉพาะ Kaizen Ramen ลองตักซุปขึ้นมาชิมดูก็อร่อย แต่พอลองตักกุ้ง หมึก แซลมอน ขึ้นมากินเท่านั้นแหละ ทุกอย่างจืดชืดมาก ชวนคิดไปถึงอาารทะเลแช่แข็ง ไม่มีความสดหวานของเนื้อเลย น้ำตาแทบไหล 

ถ้าถามว่ากินหมดไหม บอกเลยว่าหมด เพราะหิวมาก แต่กินไปผิดหวังไปจริง ๆ

ต่อมาเป็นยากิโทระ ที่หน้าตาก็น่ากินอีกมากมาก ตอนที่พนักงานนำมาเสิร์ฟก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย จานนี้ต้องอร่อยแน่ ๆ ไก่ย่างใครทำก็อร่อย (คิดให้กำลังใจตัวเอง) พอหยิบเข้าปากเคี้ยวเท่านั้นแหละแม่คุณเอ๊ยย ซอสเอยอะไรเอย เครื่องเคียงเอย ดีหมด แต่ไก่จืดมาก จืดเหมือนแช่น้ำมาหลายวันก่อนเอามาเข้าครัวให้เรากิน ไม่อร่อยเลย คราวนี้ร้องไห้แล้วจริง ๆ 

หลังจากหลบมานั่งทำใจสักพัก เลยได้โอกาสเขียนบล๊อกนี้ขึ้นมา ความประทับใจครั้งแรกกับครั้งที่สองนี้ ต่างกันฟ้ากับเหวมาก ผมคงไม่กลับมาใช้บริการที่นี่อีกแล้ว ลาก่อน

สำหรับใครที่อยากไปพิสูจน์รสชาติ สามารถไปลองกันได้ที่ ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต โซน Zpell ชั้นสอง



วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

The True Cost (2015) มูลค่าที่แท้จริงธุรกิจ Fast Fashion


The True Cost เป็นสารคดีที่จะพาผู้ชมอย่างเราไปสำรวจมูลค่าที่แท้จริงของวงการ Fast Fashion ที่เรียกมันว่าฟาสต์แฟชันเป็นเพราะความหมายตรงตัวของมันเลย คือแฟชันที่ออกมาอย่างรวดเร็ว จากเดิมในอดีต ที่จะมีแฟชันใหม่ ๆ ออกมาปีละ 3-4 ฤดูกาล แต่ในปัจจุบัน วงการแฟชันในโลกของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ในการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยการผันตัวมาผลิตแฟชันออกมามากขึ้น โดยหลาย ๆ แบรนด์มีเสื้อผ้าแฟชันออกใหม่ทุกสัปดาห์

ย้ำว่าแบรนด์เหล่านี้จะมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าที่วางหน้าช็อปไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ เป็นที่สังเกตอีกอย่าง คือ แบรนด์เหล่านี้จะผลิตสินค้าราคาถูกที่ทุกคนสามารถซื้อได้ง่าย และทิ้งได้ง่าย ตัวอย่าง เช่น  H&M, Zara, Peacocks, Primark หรือแม้กระทั่ง Uniqlo เพียงคุณมีเงินร้อยสองบาทก็สามารถซื้อได้ ยิ่งในประเทศโลกที่หนึ่งอย่างอเมริกาหรือยุโรปที่ค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าบ้านเรา เสื้อผ้าราคาไม่เกิน 10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐนับว่าถูกมาก เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลย ที่วันนี้คุณซื้อแต่พรุ่งนี้คุณทิ้ง เพียงเพราะเหตุผลไว่าคุณไม่ถูกใจ หรือซื้อมาก่อนเพราะลดราคา

ต้นทุนเสื้อผ้าราคาถูกเหล่านี้อยู่ที่ไหน อันดับแรกที่สารคดีเรื่องนี้พาเราไปดูคือ บังกลาเทศ ประเทศที่มีแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำส่วนใหญ่ตั้งฐานการผลิตอยู่ที่นี่ เพราะมีแรงงานทาสและค่าแรงถูก ประชาชนไม่มีทางเลือก ต่อให้คุณไม่ทำงานในโรงงานทาสเหล่านี้คุณต้องทำงานที่แย่กว่านี้อยู่ดี

ต่อให้คุณทำงานทั้งวัน ค่าแรงไม่มีทางสูงกว่า 100 บาทต่อวัน ทั้งนี้ล้วนเป็นเพราะระบบเศรษฐกิจของที่นี่ที่ต่อให้ถูกกดราคาแค่ไหนก็ต้องรับ เพราะถ้าโรงงานคุณไม่รับ ก็จะมีโรงงานอื่นแย่งไปทำอยู่ดี ฉะนั้นการกดราคาทั้งหมดจากห่วงโซ่วงการแฟชันย่อมตกอยู่กับแรงงานทาสเหล่านี้

นอกจากบังกลาเทศ ยังมีประเทศอินเดีย กัมพูชา อีกหลายประเทศที่ยังมีแรงงานทาสในวงการแฟชัน

นอกจากต้นทุนที่มาจากแรงงานทาสแล้ว ยังมีต้นทุนจากสิ่งแวดล้อม เพราะว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอเหล่านี้ล้วนใช้สารเคมีในการผลิต ทั้งการปลูกคอตตอน การฟอกหนัง ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนใช้สารเคมี ซึ่งคนที่รับเคราะห์ล้วนเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ทั้งนั้น มีรายงานว่าในหมู่บ้านที่มีโรงงานฟอกหนังอยู่ เด็กมีโอกาสที่จะคลอดออกมาปัญญาอ่อน หรือมีความผิดปกติทางร่างกายสูงกว่าที่อื่น ๆ เพียงเพราะพวกเขาได้รับสารเคมีอันตรายเหล่านี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แน่นอนว่าบริษัทแฟชันเหล่านี้ไม่ได้เคลมว่าผลเสียที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของพวกเขาที่ต้องรับผิดชอบ

บริษัทแฟชันเหล่านี้มีหน้าที่ผลิตออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำกำไรให้กับบริษัทและผู้ถือหุ้น ไม่ได้สนใจแรงงานทาสในประเทศโลกที่สามซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อม หรือผลเสียที่เกิดขึ้นกับชุมชนใดใด พวกเขาสนใจแค่ผลกำไร

ผมหวังว่าคนที่ดูสารคดีเรื่องนี้จบแล้ว ไม่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใด แต่ต้องตั้งคำถามได้ว่า เสื้อผ้าเหล่านี้มาจากไหน มาจากแรงงานทาสในบังกลาเทศหรือไม่ แค่นั้นเอง

ในสารคดีเรื่องนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมากเช่น การใช้สารเคมีในการปลูก การฆ่าตัวตายของเกษตรกรชาวอินเดีย โศกนาฎกรรมตึกถล่มในบังกลาเทศ หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานในกัมพูชา ทั้งนี้ล้วนเป็นผลมาจากธุรกิจ Fast Fashion ทั้งนั้น

คุณสามารถดูสารคดีเรื่องนี้ได้ที่ เน็ตฟลิกซ์ หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ truecostmovie.com























วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Josef Fritzl: Story of a Monster (2010)


Josef Fritzl: Story of a Monster สารดคีจากเน็ตฟลิกซ์ที่เล่าถึงสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์ โจเซฟ กักขังลูกสาวของตัวเองไว้ในชั้นใต้ดินเป็นเวลา 24 ปี โดยเขาทั้งทำร้ายร้างกาย ข่มขืนอลิซาเบธ ลูกสาวคนโตของตัวเองจำนวนหลายครั้ง ทำให้อลิซาเบธมีลูกที่เกิดกับพ่อของตัวเองเจ็ดคน สามคนอยู่กับแม่ในชั้นใต้ดินไม่เคยเจอโลกภายนอก หนึ่งคนตายหลังจากคลอดได้ไม่กี่วัน อลิซาเบธเล่าว่าโจเซฟฆ่าเด็กและเผาโดยใช้เตาเผาที่บ้าน และโปรยเถ้ากระดูกลงในสวน ส่วนอีกสามคนถูกเลี้ยงโดยโจเซฟกับภรรยา หรือแม่ของอลิซาเบธ โดยสร้างสถานการณ์ว่าเธอทิ้งลูกไว้ให้พ่อกับแม่ของตนเลี้ยง ส่วนเธอหนีไปใช้ยังชีวิตต่างประเทศ

นี่คือลำดับเหตุการณ์ ที่ผมไปหาข้อมูลในวิกิพีเดียมา (Fritzl Case)
  • 1977 โจเซฟลวนลามลูกสาวตัวเองขณะที่เธออายุแค่ 11 ปี
  • 1981-1982 เขาทำให้ชั้นใต้ดินของตัวเองเป็นห้องขัง
  • 1984 อลิซาเบธอายุ 18 ปี ถูกพ่อของเธอหลอกเข้าไปชั้นใต้ดินและกักขังไว้
  • 1986 พฤศจิกายน เธอแท้งลูกอายุครรภ์10 สัปดาห์ ทีเกิดจากการข่มขืนโดยพ่อของตน 
  • 1988 สิงหาคม เคอสตินคลอดออกมา และอยู่ชั้นใต้ดินกับอลิซาเบธผู้เป็นแม่ตั้งแต่นั้นมา
  • 1990 กุมภาพันธ์ สเตฟานคลอดออกมาและอยู่ในชั้นใต้ดินเช่นเดียวกับเคอสตินพี่สาวคนโต
  • 1992 สิงหาคม อลิซาเบธคลอดลูกคนที่สาม คือ ลิซ่า 
  • 1993 พฤษภาคม ลิซ่าถูกพบอยู่นอกบ้านของครอบครัว มีโน๊ตที่เขียนบอกว่าให้ดูแลลูกของเธอด้วย
  • 1993 อลิซาเบธขอร้องโจเซฟให้ขยายชั้นใต้ดิน ทำให้เธอและลูก ๆ ต้องขุดดินด้วยมือของตัวเอง ขยายห้องจาก 35 เป็น 55 ตารางเมตร
  • 1994 กุมภาพันธ์ โมนิกา ลูกคนที่ 4  ของอลิซาเบธลืมตาดูโลก
  • 1994 ธันวาคม โมนิกาถูกพบอยู่หน้าประตูบ้าน
  • 1996 เมษายน อลิซาเบธคลอดลูกชายฝาแฝดสองคน หนึ่งคนตายหลังจากคลอดได้สองสามวัน โดยลูกชายอีกคน อเล็กซานเดอร์ 15 เดือนหลังจากนั้น ถูกสร้างสถานการณ์ให้พบที่หน้าประตูบ้านเช่นเดียวกับพี่สาวสองคนก่อนหน้านี้
  • 2002 ธันวาคม อลิซาเบธคลอดเฟลิกซ์ แต่เฟลิกซ์ไม่ได้ถูกนำขึ้นไปเลี้ยงบนบ้าน เขาต้องอยู่กับแม่และพี่สาวคนโตทั้งสองคนในชั้นใต้ดิน
  • 2008 เมษายน วันที่ 19 โจเซฟนำเคอสตินที่ป่วยหนักเจียนตายเข้าโรงพยาบาล ตอนนั้นเธอมีอายุ 19 ปีและไม่เคยเจอโลกภายนอกเลย
  • 2008 เมษายน วันที่ 26 ช่วงเย็นของวันนั้น โจเซฟปล่อยตัวอลิซาเบธ สเตฟาน และเฟลิกซ์ จากชั้นใต้ดิน ขึ้นสู่บนบ้าน บอกภรรยาว่า อลิซาเบธตัดสินใจที่จะกลับบ้านหลังจากหายตัวไป 24 ปี หลังจากนั้นเอง ที่อลิซาเบธเปิดเผยเรื่องราวกับตำรวจ หลังจากที่เธอและโจเซฟ ถูกตำรวจนำไปสอบสวน 
  • 2009 มีนาคม วันที่ 19 โจเซฟถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
หลังจากดูสารคดีเรื่องนี้จบแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะเข้าไปติดตามอ่านในเว็บต่างประเทศต่อ แต่พออ่านแค่ในวิกิพีเดีย ก็รู้สึกเศร้าพอแล้ว เลยทำได้แค่ทำลำดับเวลาของเหตุการณ์ให้ได้อ่านกัน

ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา บ้านหลังนั้นที่อลิซาเบธถูกขังนั้น พื้นที่บ้านบางส่วนได้ถูกแบ่งเช่าซึ่งห้องของผู้เช่าบางคนอยู่บนห้องของอลิซาเบธ แต่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสงสัย แต่ตำรวจตั้งข้อสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่โรสแมรี แม่ของอลิซาเบธ ภรรยาของโจเซฟจะไม่รู้อะไรเลย ทั้งที่เธออยู่ในบ้านหลังนั้นมาโดยตลอด

สารคดีเรื่องนี้ นำเสนอเรื่องราวในแง่มุมที่ยังไม่หลากหลายเพียงพอ เช่น เหตุการณ์หลังจากนั้น การนำเสนอเรื่องราวของคุกชั้นใต้ดิน ที่มีความสูงแค่ 1.68 เมตร เป็นต้น ใครอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมสามารถค้นหาได้ โดยใช้คำค้นว่า Fritzl case แล้วคุณจะพบบทความและบทวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้