วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

Shutter Island (2010) เกาะนรกซ่อนทมิฬ หนังที่ปั่นหัวคุณตอนจบ


ชัตเตอร์ไอส์แลนด์เป็นหนังระทึกขวัญที่นำแสดงโดย เลโอนาโด ดิคาปริโอ  (Leonardo DiCaprio) นักแสดงรางวัลออสการ์จากเรื่อง The Revenant และมาร์ค รัฟฟาโล (Mark Ruffalo) ที่เรารู้จักกันดีจากบท The Hulk จากหนังจักรวาลมาเวลล์ โดยได้ผู้กำกับคือ Martin Scorsese
สองนายตำรวจ เทดดี้ แดเนียลส์ และ ชัคค์ ออล์ ที่นำแสดงโดย เลโอนาโด และมารค์ ตามลำดับ ได้เข้าไปสืบหาความจริงจากเหตุการณ์คนหายบนเกาะชัตเตอร์ไอส์แลนด์ เกาะที่ใช้เป็นที่รักษาพยาบาลคนไข้ทางจิตเวชที่ส่วนใหญ่ก่อเหตุฆาตกรรมหรือมีคดีรุนแรงติดตัว ซึ่งถูกดูแลและควบคุมโดยนายแพทย์คาวลี่ย์ 
โดยเทดดี้นั้น เป็นคนสมัครที่จะเข้ามาสืบคดีนี้เอง เนื่องจากต้องการสืบหาฆาตกรที่จุดไฟวางเพลิงอพาร์ทเมนต์ของเขาจนเป็นเหตุให้ภรรยาของเขาเสียชีวิต
ซึ่งก่อนที่เขาเข้ามาที่เกาะแห่งนี้ เขาได้เบาะแสว่าที่นี่คือสถานที่ทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดกฎหมาย โดยจะทดลองให้นักโทษบนเกาะต่าง ๆ เหล่านี้ ลืมความจำ ลบความเจ็บปวด และสามารถออกไปก่อคดีต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด ซึ่งถึงแม้จะถูกจับก็จะไม่สามารถสืบหาถึงต้นตอได้เพราะเขาเหล่านั้นถูกลบความจำไปหมดแล้ว
ดังนั้นเอง เป้าหมายที่สองของเทดดี้ที่มายังเกาะแห่งนี้คือ ต้องการหาหลักฐานแล้วทำการเปิดเปิงเพื่อหยุดการทดลองบนเกาะแห่งนี้
แต่ทว่าเทดดี้กลับเจอเรื่องราวปริศนามากมาย ทั้งคนไข้ พยาบาล หมอ รวมถึงคู่หูของเขาเอง คือ ชัคค์ ที่เขาต้องหาคำตอบ 
แต่ทว่าคำตอบของเขาจะเป็นอย่างไรนั้น การเฉลยของหนังเรื่องนี้กลับทำให้เราต้องหัวหมุน เพราะมันหลุดออกไปจากกรอบความคิดที่หนังพยายามตีให้เราคาดการณ์มาตั้งแต่ต้น เหมือนคนดูกำลังจะเจอแสงสว่างและถูกตบกลับเข้าไปเขาวงกตอีกครั้ง

ยอมรับว่าตอนท้ายของเรื่อง ทำให้ผมต้องค่อย ๆ นั่งย่อยปริศนาต่าง ๆ เป็นเวลานานพอสมควร และผมเชื่อว่า คนที่ดูตอนจบของเรื่องนี้จะนึกถึงตอนจบของหนัง Inception ที่ ลีโอนาร์โดเป็นคนแสดงนำด้วยเช่นกัน ว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือความฝัน

หนังทิ้งปริศนาให้เราไว้ขบคิด

สำหรับใครที่อยากดู บรรยากาศของหนังเต็มไปด้วยความเครียด ปนกับความระทึกขวัญที่ต้องกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ เพราะแน่นอน สถานที่ในเรื่องคือโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยฆาตกรโรคจิต คุณจะไม่สามารถหาความปกติที่เกิดขึ้นในเรื่องได้เลย ส่วนคนที่ดูแล้วก็จะเข้าใจคำแนะนำนี้ดี

สำหรับหนังเรื่องนี้ผมจัดกลุ่มให้อยู่ในระดับเดียวกับหนัง Forgotten และ The Invisible Guest ในแง่การเป็นหนังพล็อตทวิสต์




ไม่มีความคิดเห็น: