Saturday, December 1, 2018

ทริปกะทันหัน: ค้างคืนบนเขารังเกียบ ตื่นเช้าดูทะเลหมอก และเล่นน้ำตกทรายขาว


เมื่อวันศุกร์สิ้นเดือนพฤศจิกา พนักงานออฟฟิศอย่างผมมีทริปด่วนกับที่ทำงานแบบกะทันหัน คือ เราจะไปนอนค้างคืนกันบนยอดเขารังเกียบ และจะตื่นมาดูทะเลหมอกกันที่นั่น! เป้าหมายของเราคือ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อยู่ที่อำเภอโคกโพธิ์จังหวัดปัตตานี หากขับรถจากที่ทำงานในระยะเวลาปกติก็จะใช้เวลาประมาณแค่ครึ่งชั่วโมง แต่หากเป็นเย็นวันศุกร์ที่รถเยอะแบบสุดนั้นคงใช้เวลาเกือบชั่วโมง

เย็นวันศุกร์ ด้วยความที่ติดพันกับลูกค้า ทำให้เราออกจากที่ทำงานสายจากที่กะกันไว้ คือประมาณสี่โมง แต่ออกจากที่ทำงาน 5 โมงแทน เราจะไปค้างคืนกัน ทำให้เตรียมของกันไปเยอะพอควร เพราะข้างบนที่เราไปค้างคืน ไม่มีร้านอาหาร รวมถึงร้านชำใดใด มีแค่เราและเรา เฉพาะคนที่ไปพักเท่านั้น ไปถึงอุทยานกันประมาณ 6 โมงเย็น แสงสว่างเหลือน้อยแล้ว

การเดินทางขึ้นเขาเราต้องจอดรถไว้ข้างล่าง และให้เจ้าหน้าที่ขับรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อพาเราขึ้นไปบนยอดเขา ทางขึ้นกว้างพอให้รถแค่คันเดียวขับขึ้นไปได้ และต้องใช้ความชำนาญทางพอสมควร เพราะมีหลายโค้งและทางค่อนข้างชันมาก อีกทั้งถนนเต็มไปด้วยมอส ตะไคร่น้ำ ใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาระหว่างทาง ผมที่นั่งท้ายกระบะหลังไม่มีเวลาถ่ายรูปเลย เพราะรถเหวียงตลอดเวลาจนถึงยอดเขา

สัมภาระบางส่วนที่เราใส่รถไปกัน
วิวจากยอดเขารังเกียบ เมื่อพวกเราขึ้นถึงที่พักกันแล้ว 
เนื่องจากเราขึ้นไปจนถึงยอดก็มืดแล้ว ตอนนั้นเลยไม่มีรูปมาให้ดูกัน เพราะต้องเตรียมอาหารและสำรวจที่ทางไปด้วย ซึ่งสภาพของห้องพักถือว่ายอมรับได้ มีเตียงหนึ่งเตียงนอนได้สองคน มีเบาะนอนปูข้างล่างสองเบาะติดกันถ้าเบียดกันก็นอนได้สองคน ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้ามีพัดลมให้เราหนึ่งตัว ซึ่งถ้าไม่มีก็ยังนอนได้สบายอยู่เพราะอากาศเย็นพอสมควร ส่วนในห้องนอนนั้นมีห้องน้ำในตัว ความสะอาดได้คะแนน 3.5/5 นอนได้ไม่ติดขัดอะไร

หมายเหตุ: ค่าที่พักข้างบนนี้เขาไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่จะขอให้สนับสนุกเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าบำรุงรักษาแทนครับ




สำหรับของที่เราเตรียมขึ้นไปมีเยอะมาก ถ้าของกินก็มีมาม่า 15 ห่อ ลูกชิ้นอีกนับไม่ถ้วนเอามาต้มกินกับมาม่า กินกันจนอ้วกไปเลย ขนมกรุบกรอบ เค้ก ขนมกล้วยทับน้ำกะทิ (เหลือจากที่ประชุมตอนกลางวัน) มีผลไม้ กล้วย ส้ม มะม่วง ฝรั่ง (เยอะมาก) และขาดไม่ได้คือน้าเปล่าขวดลิตรครึ่งโหล และน้ำสะอาดสำหรับล้างภาชนะและอาหารจำนวนหนึ่งถัง

ส่วนของใช้ ทีมงานเราเอาหม้อหุงข้าวขนาดเล็ก มีด ขันน้ำ ถ้วยช้อนกระดาษ ช้อน และตะเกียบ (สำหรับกินมาม่า) ที่สำคัญอย่าลืมเอาโลชันทากันแมลงมาด้วย เพราะแมลงกลางคืนเยอะมาก เอาล่ะเรามาเตรียมอาหารกันเถอะ อันนี้ต้องขอบคุณ พี่จ๊ะ พี่นิด น้องตี้ ที่ช่วยกันทำอาหารให้พวกเราทานกันนะครับ

น้องดีน น้องตี้ และพี่จ๊ะ และกองอาหารสำหรับสองมื้อ



พิธีกรรมลูกชิ้นร่วมสาบานของพวกเรา
บรรยากาศตอนดึกดึก ก็จะได้ภาพประมาณนี้ครับ ใครเอากล้อง DSLR ไปก็จะได้ภาพชัดหน่อย
ส่วนกล้องไอโฟนก็ได้เท่านี้ครับ
หลังจากกินอิ่มนอนหลับและคุยกันจุกจิกตามประสาคนขี้บ่น วัยทำงานแบบเรา หลังจากนั้นก็ได้เวลานอนกัน ตอนนอนก็กังวลความปลอดภัยพอสมควรเพราะ ประตูห้องพักปิดไม่สนิท แต่ด้วยความที่เป็นอุทยานแห่งชาติ และอยู่บนยอดเขาคงไม่มีใครขึ้น เราก็นอนหลับกันลง พริบตาเดียวก็ตื่นมาตอนเช้าก่อนหกโมง เพื่อจะได้ออกมาเดินถ่ายรูปดูทะเลหมอกกัน ลุ้นกันพอสมควรว่าจะมีหรือเปล่า ... 

ก่อนทะเลหมอกจะมา เราก็เดินถ่ายรูปบริเวณรอบรอบเสียก่อน เพราะเมื่อคืนไม่ได้ถ่ายรูปเลย พบว่าบริเวณรอบ ๆ เรามีสิ่งก่อสร้างเยอะมากเหมือนกันครับ ทั้งศาลา ทางเดิน เสาธง รวมถึงบริเวณใกล้ ๆ ที่เป็นจุดชมหมอกนั้นก็มี พระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระพุทธมหามุนินทโลกนาถ มีจุดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเยอะพอสมควร และที่สำคัญอากาศดีมาก เหมาะกับการเปลี่ยนบรรยากาศ และผ่อนคลายชีวิตที่วุ่นวาย









พระพุทธมหามุนินทโลกนาถ

ทางเดินจากองค์พระกลับที่พักของเรา

ศาลาที่ประทับสมเด็จย่า บรรยากาศตอนนี้ค่อยสบายใจหน่อย
แต่กลางคืนคงน่ากลัวพอสมควร

ประตู่สู่ยอดแม่

มีน้องหมาวิ่งขึ้นมาจากด้านล่าง เพราะรู้ว่านักท่องเที่ยวจะมีอาหารให้พวกมันด้วย
แต่แน่นอนครับ พวกเราไม่มีให้ (555)
พวกเรารอหมอกกันนานพอสมควร ไม่ได้เห็นทะเลหมอกอย่างที่คิดไว้ แต่ได้เห็นริ้วหมอกไกล ๆ และเห็นบรรยากาศของเมืองปัตตานีแบบนี้ก็คุ้มค่าแล้วครับ




ตรงนี้เป็นทางด้านซ้ายขององค์พระ เจ้าหน้าที่เขาทำทางลงไปช่วยหนึ่งให้ถ่ายรูปได้
ซึ่งหลังจากช่วงนี้ เราได้เจอนักท่องเที่ยวคู่พ่อลูก ที่ยินดีให้คำแนะนำเราว่ามีจุดถ่ายรูปที่ดีอีกจุดหนึ่ง ซึ่งต้องเดินลงไปประมาณ 100 เมตร บริเวณนั้นจะมีพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้อายุ 200 ปีด้วยครับ พุทธศาสนิกชน หรือผู้นิยมในศิลปะสามารถไปกราบไหว้และรับชมได้





ถ้าลงไปทางนี้ ก็จะมีจุดที่ถ่ายรูปเห็นหลังองค์พระได้ครับ สวยมาก
 หลังจากเดินกันลิ้นห้อย เพราะต้องเดินขึ้นลงและเกาะทางเดินไปประมาณนึง เราก็กลับที่พักเพื่อกินอาหารเช้ากัน ก่อนที่จะลงไปยังด้านล่างเพื่อไปสำรวจน้ำตกกันต่อ อาหารที่มีได้แก่ มาม่าลูกชิ้น ไข่ลวก และขนมปังปิ้ง (อันนี้เราเอาที่ปิ้งขนมปังมาด้วยนะ) สุดยอดมากมาก




น้องหมายังคงตามมาติดติด และตัวนี้ดื้อมาก ไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะได้อาหาร
หลังจากที่ทานกันอิ่มหนำ และล้างหน้าล้างตัวตามสะดวกกันแล้วก็ได้เวลาลงไปเดินเล่นด้านล่างกัน ซึ่งต้องให้เจ้าหน้าที่เขามารับเราลงไป ซึ่งตอนลงคราวนี้ก็เห็นบรรยากาศระหว่างทางมากขึ้น พบว่าเสียวมาก เพราะมีโค้งหักศอก และทางชันจำนวนมาก ซึ่งระหว่างทางเราก็แวะจอดดูบ้านพักด้านล่างกัน ซึ่งจะเหมาะกับครอบครัวมากกว่า มีสามห้องนอน สองห้องน้ำ คิดค่าใช้จ่ายคืนละ 1,200 หากจะเข้าพักด้านล่างนี้ต้องติดต่อล่วงหน้านะครับ เพราะเต็มบ่อยมาก โดยเฉพาะวันหยุด





ไม่เกี่ยวอะไรกับทริปเลย แต่ถ่ายไว้เพราะพี่เขาเท่มาก
หลังจากที่ขนของขึ้นรถแล้วเรียบแล้ว ก็ได้เวลาเดินสำรวจน้ำตกกันแล้วครับ ตอนเช้า ๆ แบบนี้คนยังไม่เยอะ นักท่องเที่ยวยังไม่มา มีแต่เจ้าหน้าที่ที่เดินสำรวจ ทำความสะอาดใบไม้อยู่บริเวณรอบ ๆ ทางขึ้นน้ำตก จากที่เดินสำรวจพบว่าธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์มากในบริเวณนี้ น้ำตกทรายขาวเองเป็นน้ำตกขนาดเล็ก ไม่รู้มีกี่ชั้น เพราะไม่ได้เดินขึ้นไปจนสุด เพราะทางที่เขาทำขึ้นไปนั้นสิ้นสุดแค่ประมาณ 1-2 กิโล หากจะเดินขึ้นไปหลังจากนี้น่าจะต้องสมบุกสมบันพอสมควร









ลงรูปได้นิดเดียว เพราะขี้เกียจเลือกแล้ว อยากดูเริ่มเพิ่มเติม กดเข้าไปดูที่อัลบั้มที่ผมตั้งไว้ที่ Google Photos: อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ถ้าใครอ่านแล้วอยากไป สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

  1. สำนักอุทยานแห่งชาติ: น้ำตกทรายขาว
  2. กระทู้แรงบันดาลใจที่พาเรามาที่นี่: ทะเลหมอกแดนใต้ เขารังเกียบ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทราย ความงามชวนหลงใหล ภาพถ่ายจากปลายด้ามขวาน

สุดท้ายนี้ขอบคุณผู้ร่วมทริปทุกคน โดยเฉพาะพี่นิดพี่จ๊ะ หัวหน้าและรองหัวหน้าผู้เตรียมของมาจนครบแบบไม่ขาดอะไรเลย น้องดีนผู้อาสาขับรถพาเราไปถึงที่หมายทั้งไปและกลับอย่างปลอดภัย

เดี๋ยววันหน้าพี่มาถ่ายรูปใหม่นะ 

No comments: